สนค. แนะผู้ประกอบการกลุ่มใช้พลังงานเข้มข้นเตรียมบริหารต้นทุน ประเมินแนวโน้มราคาพลังงานโค้งสุดท้ายปี 69 ยังทรงตัวสูง ชี้ส่งผ่านถึงต้นทุนการผลิต

สนค. แนะผู้ประกอบการกลุ่มใช้พลังงานเข้มข้นเตรียมบริหารต้นทุน ประเมินแนวโน้มราคาพลังงานโค้งสุดท้ายปี 69 ยังทรงตัวสูง ชี้ส่งผ่านถึงต้นทุนการผลิต

avatar

Administrator


111


<p><strong>ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม:&nbsp;</strong><a href="https://uploads.tpso.go.th/editor/pdf/1791451464_6e99515ff5ffae8d9463.pdf" target="_blank">1791451464_6e99515ff5ffae8d9463.pdf</a></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <em><strong>สนค. เกาะติดสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่ปรับสูงขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผ่านผลกระทบเป็นลูกโซ่สู่ต้นทุนการนำเข้า ต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ และการค้าของไทย โดยหลายสาขาการผลิตต้องแบกรับต้นทุนพลังงานแฝงที่มากับวัตถุดิบ ประเมินโค้งสุดท้ายปี 2569 ราคาพลังงานยังทรงตัวสูง แนะผู้ประกอบการเร่งบริหารจัดการต้นทุนและยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว</strong></em></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์</strong> เปิดเผยว่า ในช่วง 8&ndash;9 เดือนที่ผ่านมา <strong>ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง</strong>เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อุปทานพลังงานโลกตึงตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เฉลี่ย 9 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 88.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 26.7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเดือนกันยายนเร่งตัวขึ้นเป็น 102.02 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทย ก็ปรับตัวสูงขึ้นในทิศทางเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าว <strong>ส่งผ่านผลกระทบเป็นลูกโซ่เข้าสู่เศรษฐกิจและการค้าของไทย</strong>ในฐานะ<strong>ผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ</strong> โดยช่วง 8 เดือนแรกปี 2569 มูลค่าการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงของไทยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40.1 ทำให้ดุลการค้าหมวดเชื้อเพลิงขาดดุลเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน <strong>เงินบาทที่ทยอยอ่อนค่า</strong>จากเฉลี่ย 31.27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในเดือนมกราคม เป็น 33.22 บาทในเดือนกันยายน สอดรับกับทิศทางราคาน้ำมัน <strong>จึงยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการนำเข้าเมื่อแปลงเป็นเงินบาท</strong> แม้ในอีกด้านจะช่วยพยุงความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกไทย</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผอ.สนค. กล่าวว่า ต้นทุนการนำเข้าดังกล่าวได้ส่งผ่านต่อไปยัง<strong>ต้นทุนภาคการผลิตในประเทศ</strong> ซึ่งเมื่อวิเคราะห์จากตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (I-O Table)<sup>1</sup>&nbsp;พบว่า <strong>แต่ละสาขาการผลิตได้รับผลกระทบแตกต่างกันค่อนข้างมาก</strong> สาขาที่มีความอ่อนไหวสูงสุดคือ <strong>ภาคการขนส่งสินค้าทางบก</strong> ที่มีค่าเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลัก รองลงมาคืออุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานในกระบวนการผลิตสูง อาทิ <strong>ปิโตรเคมี เส้นใยประดิษฐ์และการปั่นด้าย และกระเบื้องเซรามิก</strong> ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาคอุตสาหกรรมการผลิตค่อนข้างมาก ขณะที่อีกหลายสาขา นอกจาก<strong>พลังงานที่ใช้ในการผลิตโดยตรงแล้ว ยังมี &ldquo;ต้นทุนพลังงานแฝง&rdquo; ที่ส่งผ่านมากับวัตถุดิบต้นน้ำ</strong> อาทิ <strong>อาหารทะเลแปรรูป</strong>ที่พึ่งพาวัตถุดิบหลักจากการประมงทะเลซึ่งมีต้นทุนค่าน้ำมันเรือในสัดส่วนสูง <strong>ผลิตภัณฑ์เหล็ก</strong>ที่ใช้เหล็กขั้นต้น <strong>ผลิตภัณฑ์พลาสติก&nbsp;</strong>ที่ใช้เม็ดพลาสติกจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี <strong>ยางล้อ</strong>ที่ใช้ยางสังเคราะห์และปิโตรเคมี ตลอดจน<strong>เครื่องนุ่งห่ม</strong>ที่ต้นทุนพลังงานถูกส่งผ่านหลายทอด ตั้งแต่เส้นใยจนถึงการทอเป็นผ้าผืน จากนั้นต้นทุนในภาคการผลิตจึงทยอยส่งผ่านสู่<strong>ค่าครองชีพของประชาชน</strong> โดยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สูงขึ้นร้อยละ 6.2 ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) สูงขึ้นร้อยละ 1.54 สะท้อนว่าราคาสินค้าต้นน้ำปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าปลายน้ำ ต้นทุนส่วนหนึ่งจึงยังไม่ได้ส่งผ่านไปยังผู้บริโภคทั้งหมด โดยมีมาตรการดูแลราคาพลังงานของภาครัฐ ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>ในด้านการส่งออก</strong> พบว่าหลายสาขาที่อ่อนไหวข้างต้นเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ ปิโตรเคมี อาหารทะเลแปรรูป ผลิตภัณฑ์เหล็ก และยางล้อ ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องติดตามและบริหารจัดการต้นทุนอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ขณะที่กลุ่มสินค้า<strong>เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ</strong> ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลัก มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศคู่แข่งต้องเผชิญราคาพลังงานที่สูงขึ้นเช่นกัน และเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค ความสามารถในการบริหารต้นทุนพลังงานจึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับ<strong>แนวโน้มราคาพลังงานระยะข้างหน้า</strong> หน่วยงานด้านพลังงานหลายแห่งคาดว่า<strong> ราคาจะทรงตัวสูงต่อเนื่องถึงสิ้นปี</strong> โดยสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) &nbsp;คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ไตรมาส 4 เฉลี่ยราว 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากอุปทานในตะวันออกกลางที่ยังผันผวนและสต็อกน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับต่ำ และกลุ่ม ปตท. &nbsp;คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบในช่วงเดือนตุลาคม&ndash;พฤศจิกายนที่ 95&ndash;105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ประกอบกับความต้องการสำรอง LNG และน้ำมันเพื่อใช้ทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวของภูมิภาคยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่พยุงราคาพลังงานไว้ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ปัจจุบันไทยยังมีปริมาณสำรองน้ำมันภายในประเทศอย่างเพียงพอ และหน่วยงานภาครัฐยังคงบูรณาการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;เพื่อรับมือกับสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับความเสี่ยง <strong>ในระยะสั้น</strong> ผู้ประกอบการควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนพลังงานอย่างรอบด้าน ทั้งส่วนที่ใช้ในโรงงานโดยตรงและต้นทุนพลังงานแฝงที่มากับวัตถุดิบ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และการวางแผนสต็อกวัตถุดิบรวมถึงทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้สอดคล้องกับทิศทางต้นทุน โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามโครงสร้างต้นทุนสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อกำกับดูแลไม่ให้มีการปรับขึ้นราคาเกินสมควร ส่วน<strong>ในระยะถัดไป</strong> ภาคการผลิตไทยควรเร่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานและเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ควบคู่กับการพัฒนาสินค้าสู่นวัตกรรมมูลค่าสูง เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน&rdquo; นายนันทพงษ์ กล่าวสรุป<br />
&nbsp;</p>

<hr />
<p><sup>1</sup> การวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนพลังงานรายสาขาอ้างอิงจากตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (I-O Table) ปี 2564 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)</p>

ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม: 

          สนค. เกาะติดสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่ปรับสูงขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผ่านผลกระทบเป็นลูกโซ่สู่ต้นทุนการนำเข้า ต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ และการค้าของไทย โดยหลายสาขาการผลิตต้องแบกรับต้นทุนพลังงานแฝงที่มากับวัตถุดิบ ประเมินโค้งสุดท้ายปี 2569 ราคาพลังงานยังทรงตัวสูง แนะผู้ประกอบการเร่งบริหารจัดการต้นทุนและยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

           นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 8–9 เดือนที่ผ่านมา ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อุปทานพลังงานโลกตึงตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เฉลี่ย 9 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 88.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 26.7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเดือนกันยายนเร่งตัวขึ้นเป็น 102.02 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทย ก็ปรับตัวสูงขึ้นในทิศทางเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผ่านผลกระทบเป็นลูกโซ่เข้าสู่เศรษฐกิจและการค้าของไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ โดยช่วง 8 เดือนแรกปี 2569 มูลค่าการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงของไทยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40.1 ทำให้ดุลการค้าหมวดเชื้อเพลิงขาดดุลเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน เงินบาทที่ทยอยอ่อนค่าจากเฉลี่ย 31.27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในเดือนมกราคม เป็น 33.22 บาทในเดือนกันยายน สอดรับกับทิศทางราคาน้ำมัน จึงยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการนำเข้าเมื่อแปลงเป็นเงินบาท แม้ในอีกด้านจะช่วยพยุงความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกไทย

            ผอ.สนค. กล่าวว่า ต้นทุนการนำเข้าดังกล่าวได้ส่งผ่านต่อไปยังต้นทุนภาคการผลิตในประเทศ ซึ่งเมื่อวิเคราะห์จากตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (I-O Table)1 พบว่า แต่ละสาขาการผลิตได้รับผลกระทบแตกต่างกันค่อนข้างมาก สาขาที่มีความอ่อนไหวสูงสุดคือ ภาคการขนส่งสินค้าทางบก ที่มีค่าเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลัก รองลงมาคืออุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานในกระบวนการผลิตสูง อาทิ ปิโตรเคมี เส้นใยประดิษฐ์และการปั่นด้าย และกระเบื้องเซรามิก ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาคอุตสาหกรรมการผลิตค่อนข้างมาก ขณะที่อีกหลายสาขา นอกจากพลังงานที่ใช้ในการผลิตโดยตรงแล้ว ยังมี “ต้นทุนพลังงานแฝง” ที่ส่งผ่านมากับวัตถุดิบต้นน้ำ อาทิ อาหารทะเลแปรรูปที่พึ่งพาวัตถุดิบหลักจากการประมงทะเลซึ่งมีต้นทุนค่าน้ำมันเรือในสัดส่วนสูง ผลิตภัณฑ์เหล็กที่ใช้เหล็กขั้นต้น ผลิตภัณฑ์พลาสติก ที่ใช้เม็ดพลาสติกจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ยางล้อที่ใช้ยางสังเคราะห์และปิโตรเคมี ตลอดจนเครื่องนุ่งห่มที่ต้นทุนพลังงานถูกส่งผ่านหลายทอด ตั้งแต่เส้นใยจนถึงการทอเป็นผ้าผืน จากนั้นต้นทุนในภาคการผลิตจึงทยอยส่งผ่านสู่ค่าครองชีพของประชาชน โดยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สูงขึ้นร้อยละ 6.2 ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) สูงขึ้นร้อยละ 1.54 สะท้อนว่าราคาสินค้าต้นน้ำปรับตัวสูงขึ้นมากกว่าปลายน้ำ ต้นทุนส่วนหนึ่งจึงยังไม่ได้ส่งผ่านไปยังผู้บริโภคทั้งหมด โดยมีมาตรการดูแลราคาพลังงานของภาครัฐ ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน

           ในด้านการส่งออก พบว่าหลายสาขาที่อ่อนไหวข้างต้นเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ ปิโตรเคมี อาหารทะเลแปรรูป ผลิตภัณฑ์เหล็ก และยางล้อ ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องติดตามและบริหารจัดการต้นทุนอย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ขณะที่กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลัก มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศคู่แข่งต้องเผชิญราคาพลังงานที่สูงขึ้นเช่นกัน และเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค ความสามารถในการบริหารต้นทุนพลังงานจึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย

            สำหรับแนวโน้มราคาพลังงานระยะข้างหน้า หน่วยงานด้านพลังงานหลายแห่งคาดว่า ราคาจะทรงตัวสูงต่อเนื่องถึงสิ้นปี โดยสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของสหรัฐฯ (EIA)  คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ไตรมาส 4 เฉลี่ยราว 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากอุปทานในตะวันออกกลางที่ยังผันผวนและสต็อกน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับต่ำ และกลุ่ม ปตท.  คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบในช่วงเดือนตุลาคม–พฤศจิกายนที่ 95–105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ประกอบกับความต้องการสำรอง LNG และน้ำมันเพื่อใช้ทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวของภูมิภาคยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่พยุงราคาพลังงานไว้ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ปัจจุบันไทยยังมีปริมาณสำรองน้ำมันภายในประเทศอย่างเพียงพอ และหน่วยงานภาครัฐยังคงบูรณาการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

           “เพื่อรับมือกับสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับความเสี่ยง ในระยะสั้น ผู้ประกอบการควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนพลังงานอย่างรอบด้าน ทั้งส่วนที่ใช้ในโรงงานโดยตรงและต้นทุนพลังงานแฝงที่มากับวัตถุดิบ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และการวางแผนสต็อกวัตถุดิบรวมถึงทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้สอดคล้องกับทิศทางต้นทุน โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามโครงสร้างต้นทุนสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อกำกับดูแลไม่ให้มีการปรับขึ้นราคาเกินสมควร ส่วนในระยะถัดไป ภาคการผลิตไทยควรเร่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานและเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ควบคู่กับการพัฒนาสินค้าสู่นวัตกรรมมูลค่าสูง เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน” นายนันทพงษ์ กล่าวสรุป
 


1 การวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนพลังงานรายสาขาอ้างอิงจากตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (I-O Table) ปี 2564 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

เผยแพร่เมื่อวันที่ 08 ตุลาคม 2569