จับตาขุมทรัพย์ Longevity Economy โอกาสทอง “สินค้าเกษตรฟังก์ชัน” รุกตลาดสุขภาพเฉพาะบุคคล

จับตาขุมทรัพย์ Longevity Economy โอกาสทอง “สินค้าเกษตรฟังก์ชัน” รุกตลาดสุขภาพเฉพาะบุคคล

avatar

Administrator


166


<p><strong>ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม:&nbsp;</strong><a href="https://uploads.tpso.go.th/editor/pdf/1787124859_e5bc0f4f51a05567e55a.pdf" target="_blank">1787124859_e5bc0f4f51a05567e55a.pdf</a><br />
<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามเทรนด์สุขภาพในตลาดโลก พบว่า เทรนด์การดูแลสุขภาพและการชะลอวัย (Wellness and Longevity) กำลังเป็นขุมทรัพย์ใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าผู้บริโภคทั่วโลกจะใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าและบริการทางการแพทย์สูงถึง 6.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2583 ซึ่งเป็นการเติบโตกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วง 15 ปีที่ผ่านมา นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญในการพลิกโฉมสินค้าเกษตรไทย ด้วยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์เพื่อสกัดสารสำคัญจากพืชพื้นบ้าน พัฒนาสู่นวัตกรรมเชิงการแพทย์ (Medical-Grade) ตอบโจทย์ตลาดสุขภาพเชิงป้องกันที่มีมูลค่ามหาศาล</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบันเส้นแบ่งระหว่างสินค้าอาหาร ความงาม เทคโนโลยี และการแพทย์ เริ่มกลายเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน ผู้บริโภคยุคใหม่มีแนวคิดไม่รอให้ป่วย แต่ยอมจ่ายเงินเพื่อดูแลสุขภาพระยะยาวด้วยสินค้าที่พิสูจน์ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ได้ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและสมุนไพรของไทยยังคงเป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยในปี 2568 ไทยมีมูลค่าค้าปลีกในกลุ่มสมุนไพรสูงถึง 1,357.5 ล้านเหรียญสหรัฐ<sup>1&nbsp;</sup>(จัดเป็นอันดับที่ 11 ของโลก) ขยายตัว 5.2% จากปีก่อนหน้า และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจนแตะระดับ 1,836.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2573 ซึ่งหากไทยสามารถยกระดับผลผลิตการเกษตรให้สอดรับกับเทรนด์นี้ได้ จะยิ่งสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก</p>

<p>ข้อมูลจากรายงาน Business of Wellness and Longevity: Key Expansion and Growth Levers<sup>2</sup> ของ Euromonitor International ระบุว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ที่ชูจุดขายด้านสุขภาพกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 สินค้าอุปโภคบริโภค (Fast-Moving Consumer Goods: FMCG) ในช่องทางออนไลน์กว่า 50% จะมุ่งเน้นจุดขายด้านสุขภาพ และผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% หากสินค้านั้นมีผลทดสอบทางวิทยาศาสตร์รองรับว่าได้ผลจริง ดังนั้น จึงเป็นโอกาสสำคัญที่อุตสาหกรรมเกษตรนวัตกรรมและสมุนไพรไทยจะต้องเร่งปรับตัวผ่าน 4 กลยุทธ์เร่งด่วน ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<strong>1. ยกระดับสารสกัดเกษตรสู่ระดับการแพทย์ (Medical-Grade Extraction)</strong> ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะสารสกัดจากธรรมชาติ (Botanicals) เช่น สารสกัดบากูชิออล (Bakuchiol) ซึ่งมีสรรพคุณชะลอวัย ลดริ้วรอย ที่นิยมใช้ในเครื่องสำอาง และมีการเติบโตของจำนวนสินค้าที่วางจำหน่ายออนไลน์สูงถึง 19.1% (ระหว่างปี 2564 &ndash; 2568) ดังนั้น ประเทศไทยควรลงทุนด้านวิจัยทางคลินิก (Clinical Validation) เพื่อดึงสารสำคัญ (Active Ingredients) จากพืชผลที่มีความโดดเด่น (Product Champions) โดยสามารถนำร่องจากสมุนไพร Herbal Champions<sup>3</sup> ของไทย เช่น การดึงสรรพคุณของใบบัวบก ที่โดดเด่นเรื่องการสมานเซลล์ผิวและต้านริ้วรอยมาใช้ในเวชสำอางระดับการแพทย์ และการใช้ขมิ้นชันที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบลึกถึงระดับเซลล์ หรือการใช้กระชายดำเพื่อช่วยระบบเผาผลาญ รวมทั้งการตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม เช่น สมุนไพรลดความเครียด ช่วยการนอนหลับ และบำรุงสมอง โดยสร้างความน่าเชื่อถือในระดับสากล เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้เป็นสินค้ามูลค่าสูงได้อย่างแท้จริง &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<strong>2. แทรกซึมในสินค้าประจำวันและโภชนาการเฉพาะบุคคล</strong> การพัฒนาสารสกัดจากสินค้าเกษตรไทยให้เป็นส่วนผสมที่สามารถอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้อย่างลงตัว เช่น ผลิตภัณฑ์โภชนาการสำหรับกลุ่มผู้ใช้ยาลดน้ำหนัก (GLP-1) ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความต้องการโปรตีนและสารอาหารในปริมาณสูง โดยผู้ประกอบการไทยสามารถนำนวัตกรรมอย่าง โปรตีนสกัดจากพืช (Plant-based Protein) หรือเปปไทด์จากข้าว (Rice Peptides) เข้าไปเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน หรืออาหารทางการแพทย์ เพื่อตอบโจทย์ตลาดกลุ่มนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<strong>3. บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล</strong> การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ควบคู่กับผลิตภัณฑ์ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ปัจจุบันผู้บริโภคยุคดิจิทัลกว่า 52% นิยมใช้ Generative AI ในการค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพ รวมถึงมีการใช้กระจกอัจฉริยะ (Smart Mirror) สแกนใบหน้า เพื่อจัดชุดอาหารเสริมให้ตรงกับความต้องการของร่างกายแต่ละบุคคล หากผู้ประกอบการไทยสามารถเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์สารสกัดการเกษตรเข้ากับระบบวิเคราะห์สุขภาพเหล่านี้ได้ จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการแนะนำสินค้าและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<strong>4. เชื่อมโยงระบบนิเวศบริการและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism)</strong> การเติบโตทางธุรกิจไม่ได้จำกัดแค่การขายสินค้า แต่ขยายไปสู่การสร้างระบบนิเวศบริการ (Service Ecosystems) โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งมักจะมีการใช้จ่ายไปกับประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพ คาดว่า สินค้าและบริการกลุ่ม Luxury ที่เน้นสร้างประสบการณ์ จะมีการเติบโตสูงถึง 52% (ระหว่างปี 2568 &ndash; 2573) ไทยในฐานะผู้นำการท่องเที่ยวของโลก สามารถบูรณาการสินค้าเกษตรมูลค่าสูงเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สปาเชิงการแพทย์ หรือคลินิกเวชศาสตร์ชะลอวัย (Longevity Clinics) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือระดับ และเพิ่มมูลค่าให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการแพทย์ของไทย</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสินค้าเกษตรและสารสกัดธรรมชาติตามแนวทางทั้ง 4 กลยุทธ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการสร้างโอกาสทางการค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้กับอุตสาหกรรมเกษตร การแพทย์ และการท่องเที่ยวของไทย ให้สามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี แนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภค และมาตรการทางการค้าในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี การยกระดับสินค้าเกษตรไทยไปสู่นวัตกรรมการแพทย์จำเป็นต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของการพัฒนาองค์ความรู้ การเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการบริหารจัดการทั้งห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ &nbsp; &nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผอ.สนค. กล่าวทิ้งท้ายว่า &ldquo;การเติบโตของเทรนด์ Wellness and Longevity เป็นโอกาสสำคัญที่ภาคเกษตรไทยต้องเร่งปรับเปลี่ยนจากการผลิตแบบดั้งเดิมที่แข่งขันด้วยราคาไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ สนค. มองว่าทิศทางนโยบายจากนี้ ต้องมุ่งขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด &lsquo;Agri-Wellness Synergy: ผสานนวัตกรรมเกษตรฟังก์ชัน สู่ขุมทรัพย์สุขภาพโลก&rsquo; เพราะอนาคตของอุตสาหกรรมเกษตร ไม่ใช่เพียงการผลิตเพื่อเป็นแหล่งอาหาร แต่คือการสร้าง &lsquo;เศรษฐกิจสายสุขภาพ&rsquo; (Health Economy) การผลักดันสารสกัดเกษตรให้ได้มาตรฐานการแพทย์ ควบคู่กับการเชื่อมโยงเทคโนโลยีและบริการสุขภาพ จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับประเทศไทยในเวทีโลกต่อไป&rdquo;</p>

<hr />
<p><sup>1</sup> ข้อมูลมูลค่าค้าปลีก (Retail Value RSP (Retail Selling Price)) จาก Euromonitor International, มิถุนายน 2569<br />
<sup>2</sup> https://www.portal.euromonitor.com/?VKZ9rMhEBmFhu2eR%2frtRt3FiR0A8hjsqjjCsMcBjZ%2fLQgUFK1BIxgQ%3d%3d<br />
<sup>3</sup> กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ประกาศรายชื่อสมุนไพร Herbal Champions พ.ศ. 2566 ตามการคัดเลือกของคณะกรรมการนโยบายสมุนไพรแห่งชาติ จำนวน 15 รายการ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ (1) สมุนไพรที่มีความพร้อมตามห่วงการพัฒนาสมุนไพร Herbal Champions 3 รายการ เป็นสมุนไพรที่มีความพร้อมเพื่อการพัฒนาต่อยอด ได้แก่ ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร และกระชายดำ และ (2) สมุนไพรที่มีศักยภาพในการผลักดันให้เป็นสมุนไพร Herbal Champions 12 รายการ เป็นสมุนไพรที่ต้องการความต่อเนื่องในการพัฒนา ได้แก่ บัวบก มะขามป้อม ไพล ขิง กระชาย ว่านหางจระเข้ กวาวเครือขาว มะระขี้นก เพชรสังฆาต กระท่อม กัญชง และกัญชา</p>

ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม: 

          นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามเทรนด์สุขภาพในตลาดโลก พบว่า เทรนด์การดูแลสุขภาพและการชะลอวัย (Wellness and Longevity) กำลังเป็นขุมทรัพย์ใหม่ในระบบเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าผู้บริโภคทั่วโลกจะใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าและบริการทางการแพทย์สูงถึง 6.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2583 ซึ่งเป็นการเติบโตกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วง 15 ปีที่ผ่านมา นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญในการพลิกโฉมสินค้าเกษตรไทย ด้วยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์เพื่อสกัดสารสำคัญจากพืชพื้นบ้าน พัฒนาสู่นวัตกรรมเชิงการแพทย์ (Medical-Grade) ตอบโจทย์ตลาดสุขภาพเชิงป้องกันที่มีมูลค่ามหาศาล

          ปัจจุบันเส้นแบ่งระหว่างสินค้าอาหาร ความงาม เทคโนโลยี และการแพทย์ เริ่มกลายเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน ผู้บริโภคยุคใหม่มีแนวคิดไม่รอให้ป่วย แต่ยอมจ่ายเงินเพื่อดูแลสุขภาพระยะยาวด้วยสินค้าที่พิสูจน์ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ได้ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและสมุนไพรของไทยยังคงเป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยในปี 2568 ไทยมีมูลค่าค้าปลีกในกลุ่มสมุนไพรสูงถึง 1,357.5 ล้านเหรียญสหรัฐ(จัดเป็นอันดับที่ 11 ของโลก) ขยายตัว 5.2% จากปีก่อนหน้า และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจนแตะระดับ 1,836.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2573 ซึ่งหากไทยสามารถยกระดับผลผลิตการเกษตรให้สอดรับกับเทรนด์นี้ได้ จะยิ่งสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก

ข้อมูลจากรายงาน Business of Wellness and Longevity: Key Expansion and Growth Levers2 ของ Euromonitor International ระบุว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ที่ชูจุดขายด้านสุขภาพกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 สินค้าอุปโภคบริโภค (Fast-Moving Consumer Goods: FMCG) ในช่องทางออนไลน์กว่า 50% จะมุ่งเน้นจุดขายด้านสุขภาพ และผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% หากสินค้านั้นมีผลทดสอบทางวิทยาศาสตร์รองรับว่าได้ผลจริง ดังนั้น จึงเป็นโอกาสสำคัญที่อุตสาหกรรมเกษตรนวัตกรรมและสมุนไพรไทยจะต้องเร่งปรับตัวผ่าน 4 กลยุทธ์เร่งด่วน ดังนี้
          1. ยกระดับสารสกัดเกษตรสู่ระดับการแพทย์ (Medical-Grade Extraction) ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะสารสกัดจากธรรมชาติ (Botanicals) เช่น สารสกัดบากูชิออล (Bakuchiol) ซึ่งมีสรรพคุณชะลอวัย ลดริ้วรอย ที่นิยมใช้ในเครื่องสำอาง และมีการเติบโตของจำนวนสินค้าที่วางจำหน่ายออนไลน์สูงถึง 19.1% (ระหว่างปี 2564 – 2568) ดังนั้น ประเทศไทยควรลงทุนด้านวิจัยทางคลินิก (Clinical Validation) เพื่อดึงสารสำคัญ (Active Ingredients) จากพืชผลที่มีความโดดเด่น (Product Champions) โดยสามารถนำร่องจากสมุนไพร Herbal Champions3 ของไทย เช่น การดึงสรรพคุณของใบบัวบก ที่โดดเด่นเรื่องการสมานเซลล์ผิวและต้านริ้วรอยมาใช้ในเวชสำอางระดับการแพทย์ และการใช้ขมิ้นชันที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบลึกถึงระดับเซลล์ หรือการใช้กระชายดำเพื่อช่วยระบบเผาผลาญ รวมทั้งการตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม เช่น สมุนไพรลดความเครียด ช่วยการนอนหลับ และบำรุงสมอง โดยสร้างความน่าเชื่อถือในระดับสากล เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้เป็นสินค้ามูลค่าสูงได้อย่างแท้จริง  
          2. แทรกซึมในสินค้าประจำวันและโภชนาการเฉพาะบุคคล การพัฒนาสารสกัดจากสินค้าเกษตรไทยให้เป็นส่วนผสมที่สามารถอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้อย่างลงตัว เช่น ผลิตภัณฑ์โภชนาการสำหรับกลุ่มผู้ใช้ยาลดน้ำหนัก (GLP-1) ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความต้องการโปรตีนและสารอาหารในปริมาณสูง โดยผู้ประกอบการไทยสามารถนำนวัตกรรมอย่าง โปรตีนสกัดจากพืช (Plant-based Protein) หรือเปปไทด์จากข้าว (Rice Peptides) เข้าไปเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน หรืออาหารทางการแพทย์ เพื่อตอบโจทย์ตลาดกลุ่มนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม 
          3. บูรณาการเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ควบคู่กับผลิตภัณฑ์ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ปัจจุบันผู้บริโภคยุคดิจิทัลกว่า 52% นิยมใช้ Generative AI ในการค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลด้านสุขภาพ รวมถึงมีการใช้กระจกอัจฉริยะ (Smart Mirror) สแกนใบหน้า เพื่อจัดชุดอาหารเสริมให้ตรงกับความต้องการของร่างกายแต่ละบุคคล หากผู้ประกอบการไทยสามารถเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์สารสกัดการเกษตรเข้ากับระบบวิเคราะห์สุขภาพเหล่านี้ได้ จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการแนะนำสินค้าและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น
          4. เชื่อมโยงระบบนิเวศบริการและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) การเติบโตทางธุรกิจไม่ได้จำกัดแค่การขายสินค้า แต่ขยายไปสู่การสร้างระบบนิเวศบริการ (Service Ecosystems) โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งมักจะมีการใช้จ่ายไปกับประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวและสุขภาพ คาดว่า สินค้าและบริการกลุ่ม Luxury ที่เน้นสร้างประสบการณ์ จะมีการเติบโตสูงถึง 52% (ระหว่างปี 2568 – 2573) ไทยในฐานะผู้นำการท่องเที่ยวของโลก สามารถบูรณาการสินค้าเกษตรมูลค่าสูงเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ          สปาเชิงการแพทย์ หรือคลินิกเวชศาสตร์ชะลอวัย (Longevity Clinics) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือระดับ และเพิ่มมูลค่าให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการแพทย์ของไทย

          การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสินค้าเกษตรและสารสกัดธรรมชาติตามแนวทางทั้ง 4 กลยุทธ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการสร้างโอกาสทางการค้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้กับอุตสาหกรรมเกษตร การแพทย์ และการท่องเที่ยวของไทย ให้สามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี แนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภค และมาตรการทางการค้าในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี การยกระดับสินค้าเกษตรไทยไปสู่นวัตกรรมการแพทย์จำเป็นต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของการพัฒนาองค์ความรู้ การเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการบริหารจัดการทั้งห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ    

          ผอ.สนค. กล่าวทิ้งท้ายว่า “การเติบโตของเทรนด์ Wellness and Longevity เป็นโอกาสสำคัญที่ภาคเกษตรไทยต้องเร่งปรับเปลี่ยนจากการผลิตแบบดั้งเดิมที่แข่งขันด้วยราคาไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ สนค. มองว่าทิศทางนโยบายจากนี้ ต้องมุ่งขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด ‘Agri-Wellness Synergy: ผสานนวัตกรรมเกษตรฟังก์ชัน สู่ขุมทรัพย์สุขภาพโลก’ เพราะอนาคตของอุตสาหกรรมเกษตร ไม่ใช่เพียงการผลิตเพื่อเป็นแหล่งอาหาร แต่คือการสร้าง ‘เศรษฐกิจสายสุขภาพ’ (Health Economy) การผลักดันสารสกัดเกษตรให้ได้มาตรฐานการแพทย์ ควบคู่กับการเชื่อมโยงเทคโนโลยีและบริการสุขภาพ จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับประเทศไทยในเวทีโลกต่อไป”


1 ข้อมูลมูลค่าค้าปลีก (Retail Value RSP (Retail Selling Price)) จาก Euromonitor International, มิถุนายน 2569
2 https://www.portal.euromonitor.com/?VKZ9rMhEBmFhu2eR%2frtRt3FiR0A8hjsqjjCsMcBjZ%2fLQgUFK1BIxgQ%3d%3d
3 กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้ประกาศรายชื่อสมุนไพร Herbal Champions พ.ศ. 2566 ตามการคัดเลือกของคณะกรรมการนโยบายสมุนไพรแห่งชาติ จำนวน 15 รายการ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ (1) สมุนไพรที่มีความพร้อมตามห่วงการพัฒนาสมุนไพร Herbal Champions 3 รายการ เป็นสมุนไพรที่มีความพร้อมเพื่อการพัฒนาต่อยอด ได้แก่ ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร และกระชายดำ และ (2) สมุนไพรที่มีศักยภาพในการผลักดันให้เป็นสมุนไพร Herbal Champions 12 รายการ เป็นสมุนไพรที่ต้องการความต่อเนื่องในการพัฒนา ได้แก่ บัวบก มะขามป้อม ไพล ขิง กระชาย ว่านหางจระเข้ กวาวเครือขาว มะระขี้นก เพชรสังฆาต กระท่อม กัญชง และกัญชา

เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569