สนค. ชี้ EU เดินหน้าบังคับใช้กติกาการค้าใหม่ ยกระดับมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทานแนะไทยเร่งปรับตัวรับโอกาสและความท้าทาย

สนค. ชี้ EU เดินหน้าบังคับใช้กติกาการค้าใหม่ ยกระดับมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทานแนะไทยเร่งปรับตัวรับโอกาสและความท้าทาย

avatar

Administrator


135


<p><strong>ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม:&nbsp;</strong><a href="https://uploads.tpso.go.th/editor/pdf/1786932400_aa58764efd24bf2b1938.pdf" target="_blank">1786932400_aa58764efd24bf2b1938.pdf</a></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าของสหภาพยุโรป (European Union: EU) อย่างต่อเนื่อง พบว่า <strong>การค้าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ที่การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านราคาและต้นทุน แต่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความยั่งยืน และความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น</strong> โดย EU เป็นหนึ่งในภูมิภาคสำคัญที่กำลังปรับระบบการกำกับดูแลการค้าทั้งระบบ (Trade Governance) ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การนำเข้าสินค้า การค้าออนไลน์ (e-Commerce) ไปจนถึงมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภค และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับไทย EU ถือเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 การค้าระหว่างไทยกับ EU มีมูลค่า 25,365.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 16.1 แบ่งเป็นการส่งออกของไทยไปยัง EU มูลค่า 15,464.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 20.0 ขณะที่การนำเข้าของไทยจาก EU มูลค่า 9,900.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 10.4 ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 5,564.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบัน EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น สะท้อนว่า การปรับกติกาการค้าของ EU จะมีผลต่อทิศทางการส่งออกและการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยในหลายอุตสาหกรรม</p>

<p>ผอ.สนค. กล่าวว่า แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของ EU ไม่ได้เป็นเพียงการออกมาตรการรายด้าน หากแต่เป็นการปรับระบบการกำกับดูแลมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่<strong>ต้นน้ำ</strong>ที่กำหนดมาตรฐานการผลิตและการจัดหาวัตถุดิบ <strong>กลางน้ำ</strong>ที่ยกระดับการกำกับดูแลการนำเข้าและการค้าออนไลน์ และ<strong>ปลายน้ำ</strong>ที่กำหนดมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์ การใช้ทรัพยากร และการจัดการของเสีย เพื่อผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในส่วนของ<strong>ต้นน้ำ</strong> EU ได้ทยอยกำหนดและบังคับใช้มาตรการสำคัญ อาทิ <strong>กลไกการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM)</strong><sup>1</sup>&nbsp;และ<strong>กฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบสถานะด้านความยั่งยืนของกิจการ (CSDDD)</strong><sup>2</sup>&nbsp;ซึ่งได้มีผลบังคับใช้แล้ว รวมถึง<strong>กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR)</strong> ซึ่งจะเริ่มมีผล<strong>บังคับใช้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดกลางตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2569 และผู้ประกอบการขนาดเล็กและรายย่อยตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2570 </strong>ครอบคลุมสินค้า 7 กลุ่ม ได้แก่ โค โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ถั่วเหลือง และไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดให้ผู้ที่นำเข้าหรือส่งออกสินค้าดังกล่าวต้องดำเนินการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) และจัดทำ Due Diligence Statement (DDS) ผ่านระบบสารสนเทศของ EU เพื่อยืนยันว่าสินค้าไม่ได้มาจากการตัดไม้ทำลายป่าและผลิตถูกต้องตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิต ก่อนนำสินค้าเข้าหรือออกจาก EU</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับ<strong>กลางน้ำ</strong> EU ให้ความสำคัญกับ<strong>การยกระดับระบบศุลกากรและการกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าผ่านช่องทาง e-Commerce</strong> โดยเฉพาะสินค้ามูลค่าต่ำที่สั่งซื้อผ่านช่องทาง e-Commerce ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรป &nbsp;ระบุว่า จำนวนพัสดุมูลค่าต่ำที่เข้าสู่ EU เพิ่มขึ้นจากประมาณ 1.4 พันล้านชิ้นในปี 2565 เป็นเกือบ 5.9 พันล้านชิ้นในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าภายใน 3 ปี ส่งผลให้ EU เริ่ม<strong>จัดเก็บอากรศุลกากรอัตราคงที่ 3 ยูโรต่อรายการ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 สำหรับสินค้ามูลค่าไม่เกิน 150 ยูโร&nbsp;</strong>ที่นำเข้าจากประเทศนอก EU ซึ่งเดิมได้รับยกเว้นอากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการศุลกากรและสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 สินค้านำเข้าผ่านช่องทาง e-Commerce จะต้องมีรหัสประจำตัวผลิตภัณฑ์ (Product Identifier: PID) เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับและบริหารความเสี่ยงด้านศุลกากร</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะที่<strong>ปลายน้ำ</strong> EU ได้ขยายมาตรฐานไปสู่<strong>การออกแบบและการจัดการบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต</strong>&nbsp;โดยใช้ข้อกำหนดสำคัญภายใต้<strong>กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR) </strong>ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่<strong>วันที่ 12 สิงหาคม 2569</strong> ครอบคลุมทั้งสินค้าที่ผลิตภายใน EU และสินค้านำเข้าจากประเทศที่สาม โดยกำหนดให้บรรจุภัณฑ์ต้องสามารถรีไซเคิลได้ ลดการใช้บรรจุภัณฑ์เกินความจำเป็น รวมถึงควบคุมสารที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น การห้ามใช้สาร PFAS ในบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหาร สะท้อนทิศทางของ EU ที่มุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ การปรับกติกาการค้าของ EU มีทั้งโอกาสและความท้าทายต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทาง e-Commerce ซึ่งต้องยกระดับมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ระบบข้อมูล การตรวจสอบย้อนกลับ และบรรจุภัณฑ์ ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ เพื่อสร้างความแตกต่าง เพิ่มมูลค่าสินค้า และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ควรเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล เอกสารรับรอง และการประเมินต้นทุนที่เกี่ยวข้อง ทั้งอากรศุลกากร ภาษี ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ เพื่อวางแผนการส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ไทยอยู่ระหว่างเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-EU ซึ่งจะเป็นอีกกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาด ลดอุปสรรคทางการค้า และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อย่างไรก็ตาม ไทยควรติดตามความเสี่ยงจาก<strong>การเบี่ยงเบนทางการค้า (Trade Diversion)</strong> อย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้ผลิตบางประเทศที่ไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่ของ EU อาจหันไปขยายตลาดในอาเซียน ส่งผลให้สินค้านำเข้าราคาต่ำมีแนวโน้มเข้ามาแข่งขันในตลาดภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านช่องทาง e-Commerce ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ไทยจึงควรเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการควบคู่กับการกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายนันทพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า <strong>&ldquo;การเปลี่ยนแปลงกติกาการค้าของ EU สะท้อนทิศทางการแข่งขันของโลกที่มุ่งสู่มาตรฐาน ความโปร่งใส และความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสให้ไทยเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ พัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม สร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้า และเพิ่มบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงเสริมศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องการเชื่อมโยงกับฐานการผลิตที่มีมาตรฐานและสอดคล้องกับแนวทางความยั่งยืน&rdquo;</strong></p>

<p>&nbsp;</p>

<hr />
<p><sup>1</sup> CBAM: มีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2569 ครอบคลุมสินค้า เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฮโดรเจน และไฟฟ้า<br />
<sup>2</sup> CSDDD: มีผลบังคับใช้วันที่ 25 กรกฎาคม 2567 และได้รับการปรับปรุงภายใต้มาตรการ Omnibus I โดยประเทศสมาชิกต้องออกกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับกฎหมายดังกล่าวภายในวันที่ 26 กรกฎาคม 2571 และเริ่มบังคับใช้กฎหมายภายในตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2572 เป็นต้นไป ทั้งนี้ กฎหมายฉบับปรับปรุงกำหนดขอบเขตเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่มาก ได้แก่ บริษัทใน EU ที่มีพนักงานอย่างน้อย 5,000 คน และมีรายได้สุทธิทั่วโลกอย่างน้อย 1.5 พันล้านยูโร และบริษัทนอก EU ที่มีรายได้สุทธิใน EU อย่างน้อย 1.5 พันล้านยูโร<br />
<sup>3</sup> https://taxation-customs.ec.europa.eu/customs/eu-customs-union-facts-and-figures/goods-bought-online_en<br />
&nbsp;</p>

ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม: 

          นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าของสหภาพยุโรป (European Union: EU) อย่างต่อเนื่อง พบว่า การค้าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ที่การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านราคาและต้นทุน แต่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความยั่งยืน และความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น โดย EU เป็นหนึ่งในภูมิภาคสำคัญที่กำลังปรับระบบการกำกับดูแลการค้าทั้งระบบ (Trade Governance) ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การนำเข้าสินค้า การค้าออนไลน์ (e-Commerce) ไปจนถึงมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภค และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว

          สำหรับไทย EU ถือเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 การค้าระหว่างไทยกับ EU มีมูลค่า 25,365.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 16.1 แบ่งเป็นการส่งออกของไทยไปยัง EU มูลค่า 15,464.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 20.0 ขณะที่การนำเข้าของไทยจาก EU มูลค่า 9,900.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 10.4 ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 5,564.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบัน EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น สะท้อนว่า การปรับกติกาการค้าของ EU จะมีผลต่อทิศทางการส่งออกและการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยในหลายอุตสาหกรรม

ผอ.สนค. กล่าวว่า แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของ EU ไม่ได้เป็นเพียงการออกมาตรการรายด้าน หากแต่เป็นการปรับระบบการกำกับดูแลมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำที่กำหนดมาตรฐานการผลิตและการจัดหาวัตถุดิบ กลางน้ำที่ยกระดับการกำกับดูแลการนำเข้าและการค้าออนไลน์ และปลายน้ำที่กำหนดมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์ การใช้ทรัพยากร และการจัดการของเสีย เพื่อผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม

          ในส่วนของต้นน้ำ EU ได้ทยอยกำหนดและบังคับใช้มาตรการสำคัญ อาทิ กลไกการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM)1 และกฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบสถานะด้านความยั่งยืนของกิจการ (CSDDD)2 ซึ่งได้มีผลบังคับใช้แล้ว รวมถึงกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดกลางตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2569 และผู้ประกอบการขนาดเล็กและรายย่อยตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2570 ครอบคลุมสินค้า 7 กลุ่ม ได้แก่ โค โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ถั่วเหลือง และไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดให้ผู้ที่นำเข้าหรือส่งออกสินค้าดังกล่าวต้องดำเนินการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) และจัดทำ Due Diligence Statement (DDS) ผ่านระบบสารสนเทศของ EU เพื่อยืนยันว่าสินค้าไม่ได้มาจากการตัดไม้ทำลายป่าและผลิตถูกต้องตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิต ก่อนนำสินค้าเข้าหรือออกจาก EU

          สำหรับกลางน้ำ EU ให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบศุลกากรและการกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าผ่านช่องทาง e-Commerce โดยเฉพาะสินค้ามูลค่าต่ำที่สั่งซื้อผ่านช่องทาง e-Commerce ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจากคณะกรรมาธิการยุโรป  ระบุว่า จำนวนพัสดุมูลค่าต่ำที่เข้าสู่ EU เพิ่มขึ้นจากประมาณ 1.4 พันล้านชิ้นในปี 2565 เป็นเกือบ 5.9 พันล้านชิ้นในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าภายใน 3 ปี ส่งผลให้ EU เริ่มจัดเก็บอากรศุลกากรอัตราคงที่ 3 ยูโรต่อรายการ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 สำหรับสินค้ามูลค่าไม่เกิน 150 ยูโร ที่นำเข้าจากประเทศนอก EU ซึ่งเดิมได้รับยกเว้นอากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการศุลกากรและสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 สินค้านำเข้าผ่านช่องทาง e-Commerce จะต้องมีรหัสประจำตัวผลิตภัณฑ์ (Product Identifier: PID) เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับและบริหารความเสี่ยงด้านศุลกากร

          ขณะที่ปลายน้ำ EU ได้ขยายมาตรฐานไปสู่การออกแบบและการจัดการบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต โดยใช้ข้อกำหนดสำคัญภายใต้กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ครอบคลุมทั้งสินค้าที่ผลิตภายใน EU และสินค้านำเข้าจากประเทศที่สาม โดยกำหนดให้บรรจุภัณฑ์ต้องสามารถรีไซเคิลได้ ลดการใช้บรรจุภัณฑ์เกินความจำเป็น รวมถึงควบคุมสารที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น การห้ามใช้สาร PFAS ในบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหาร สะท้อนทิศทางของ EU ที่มุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ 

          ทั้งนี้ การปรับกติกาการค้าของ EU มีทั้งโอกาสและความท้าทายต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทาง e-Commerce ซึ่งต้องยกระดับมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ระบบข้อมูล การตรวจสอบย้อนกลับ และบรรจุภัณฑ์ ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ เพื่อสร้างความแตกต่าง เพิ่มมูลค่าสินค้า และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ควรเตรียมความพร้อมด้านข้อมูล เอกสารรับรอง และการประเมินต้นทุนที่เกี่ยวข้อง ทั้งอากรศุลกากร ภาษี ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ เพื่อวางแผนการส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ไทยอยู่ระหว่างเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-EU ซึ่งจะเป็นอีกกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาด ลดอุปสรรคทางการค้า และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

          อย่างไรก็ตาม ไทยควรติดตามความเสี่ยงจากการเบี่ยงเบนทางการค้า (Trade Diversion) อย่างใกล้ชิด เนื่องจากผู้ผลิตบางประเทศที่ไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่ของ EU อาจหันไปขยายตลาดในอาเซียน ส่งผลให้สินค้านำเข้าราคาต่ำมีแนวโน้มเข้ามาแข่งขันในตลาดภูมิภาคมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านช่องทาง e-Commerce ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ไทยจึงควรเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการควบคู่กับการกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ

          นายนันทพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า “การเปลี่ยนแปลงกติกาการค้าของ EU สะท้อนทิศทางการแข่งขันของโลกที่มุ่งสู่มาตรฐาน ความโปร่งใส และความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสให้ไทยเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ พัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม สร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้า และเพิ่มบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงเสริมศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องการเชื่อมโยงกับฐานการผลิตที่มีมาตรฐานและสอดคล้องกับแนวทางความยั่งยืน”

 


1 CBAM: มีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2569 ครอบคลุมสินค้า เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฮโดรเจน และไฟฟ้า
2 CSDDD: มีผลบังคับใช้วันที่ 25 กรกฎาคม 2567 และได้รับการปรับปรุงภายใต้มาตรการ Omnibus I โดยประเทศสมาชิกต้องออกกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับกฎหมายดังกล่าวภายในวันที่ 26 กรกฎาคม 2571 และเริ่มบังคับใช้กฎหมายภายในตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2572 เป็นต้นไป ทั้งนี้ กฎหมายฉบับปรับปรุงกำหนดขอบเขตเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่มาก ได้แก่ บริษัทใน EU ที่มีพนักงานอย่างน้อย 5,000 คน และมีรายได้สุทธิทั่วโลกอย่างน้อย 1.5 พันล้านยูโร และบริษัทนอก EU ที่มีรายได้สุทธิใน EU อย่างน้อย 1.5 พันล้านยูโร
3 https://taxation-customs.ec.europa.eu/customs/eu-customs-union-facts-and-figures/goods-bought-online_en
 

เผยแพร่เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569