สนค. ชี้ตลาดข้าวโลก ยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อ “คุณค่า” เตรียมผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย “ข้าวมูลค่าสูง” 5 ด้าน ยกระดับรายได้เกษตรกรไทย

สนค. ชี้ตลาดข้าวโลก ยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อ “คุณค่า” เตรียมผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย “ข้าวมูลค่าสูง” 5 ด้าน ยกระดับรายได้เกษตรกรไทย

avatar

Administrator


1321


<p><strong>ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม:&nbsp;</strong><a href="https://uploads.tpso.go.th/editor/pdf/1785831909_244f981a499bbbc1891f.pdf" target="_blank">1785831909_244f981a499bbbc1891f.pdf</a><br />
<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาการค้าข้าวมูลค่าสูงของไทย เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีการค้าโลก มุ่งหวังยกระดับรายได้เกษตรกร</strong>&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเผยแพร่ผลการดำเนินโครงการศึกษาการยกระดับรายได้เกษตรผู้ปลูกข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท ร่วมกับบริษัท โบลลิเกอร์ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด โดย สนค. ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน จึงได้ดำเนินโครงการฯนี้ภายใต้แนวคิดปรับวิชาการ สู่การ &ldquo;ปฏิบัติเชิงนโยบาย&rdquo; และมุ่งเน้นให้การค้าข้าวไทยปรับทิศทางจาก <strong>&ldquo;การขายปริมาณ&rdquo; สู่ &ldquo;การขายคุณค่า&rdquo;</strong> ตามนโยบาย New Rice Economy ของท่านศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ด้วยกลยุทธ์ &ldquo;ตลาดนำการผลิต&rdquo; หรือ Demand Driven โดยแบ่งข้าวมูลค่าสูงตามฟังก์ชั่นความต้องการโลกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มข้าวรักษ์โลก กลุ่มข้าวมีเรื่องราว และกลุ่มข้าวสุขภาพ เพื่อศึกษาแนวโน้มและปริมาณความต้องการของตลาด และนำไปสู่การปรับด้านการผลิตข้าวมูลค่าสูงให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค นอกจากนี้ <strong>กระทรวงพาณิชย์ยังได้บูรณาการความร่วมมือระหว่าง 4 กระทรวง</strong> ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลกลางด้านอุปสงค์และอุปทานสินค้าเกษตรให้เป็นข้อมูลชุดเดียวกัน ใช้สนับสนุนการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และกำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที เพื่อยกระดับการค้าข้าวไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากการศึกษาพบว่า <strong><u>ตลาดข้าวมูลค่าสูงของโลก</u></strong>มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง &nbsp;เช่น <strong>กลุ่มข้าวสี (ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวแดง) (Colored rice (Black/Brown/Red))</strong> ครองส่วนแบ่งมากกว่า 50% ของมูลค่าตลาดข้าวมูลค่าสูงทั้งหมด คาดว่าจะเติบโตจาก 22.0&ndash;23.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2567 ไปสู่ 47.0&ndash;48.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2578 <strong>ข้าวอินทรีย์ (Organic Rice)</strong> เป็นกลุ่มข้าวสุขภาพที่มีขนาดตลาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 รองจากข้าวสี โดยในปี 2567 มีมูลค่าสูงถึง 7.8&ndash;10.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของตลาดข้าวมูลค่าสูง) และคาดว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องด้วย CAGR 4.1&ndash;6.8% หรือมีมูลค่าราว 13.0&ndash;20.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2578 <strong>ข้าวคาร์บอนต่ำ (low Carbon rice) </strong>แม้ในปี 2567 จะมีฐานมูลค่าที่ยังเล็กอยู่เพียง 0.3&ndash;0.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่พบว่ามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงที่สุดถึง 30% ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 5.0&ndash;8.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2578 <u><strong>สำหรับตลาดข้าวมูลค่าสูงของไทย</strong></u> ในปี 2567 มีการคาดการณ์ส่วนแบ่งข้าวมูลค่าสูงของไทย ว่าจะอยู่ประมาณ 9 &ndash; 12% ของตลาดโลก คิดเป็นมูลค่า 2.3 &ndash; 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะมีส่วนแบ่งสูงถึง 13 -18 % ของตลาดโลก และมีมูลค่า 4.9 &ndash; 10 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2578&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ผลการสำรวจตลาด พบว่า <strong>ฮ่องกง</strong> ข้าวไทยยังคงครองแชมป์ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 57% (ประมาณ 150,000 ตัน) และผู้บริโภคมีพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป มีความต้องการความสะดวก (Ready-to-eat) แต่ยังต้องดูดีและสุขภาพดี ปัจจัยที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อข้าวไทยนั้นเพราะ<u>ความคุ้มค่าเงิน 41% ซึ่งเทียบเท่ากับการตัดสินใจซื้อเพราะคุณภาพที่ 40%</u> ในขณะที่ <strong>กวางโจว</strong> มองว่า <u>ข้าวไทยถูกวางตำแหน่งเป็นสินค้าพรีเมียม โดยผู้บริโภคเลือกรสชาติและกลิ่นหอมเป็นจุดแข็งถึง 82% และคุณภาพ 73%</u> ขณะที่ความคุ้มค่าเงินได้รับเลือกเพียง 11% อย่างไรก็ตาม ปริมาณการนำเข้าโดยรวมลดลง เนื่องจากช่องว่างระหว่าง ราคากับความคุ้มค่า เริ่มกว้างขึ้น เมื่อเทียบกับข้าวจากประเทศอื่น รวมทั้งประเด็นความเชื่อมั่นด้านความสม่ำเสมอของคุณภาพข้าวไทยที่มีน้อยลง&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในขณะที่ข้อมูลจากการจัดอันดับความน่าสนใจของกลุ่มข้าวมูลค่าสูง พบว่าประเภท<strong>ข้าวเพื่อสุขภาพ</strong> ได้รับเลือกเป็นอันดับหนึ่งอย่างเด็ดขาดในทั้งสองตลาด ตามมาด้วย<strong>ข้าวอินทรีย์</strong>และ<strong>ข้าวพันธุ์พิเศษระดับพรีเมียม </strong>ในขณะที่<strong>อุปสรรคของข้าวไทยในสองตลาดนี้อยู่ที่การยกระดับมูลค่าต่อหน่วย</strong> ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารถึงประโยชน์ด้านสุขภาพและความปลอดภัย รวมถึงจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ผู้บริโภคปลายทางเข้าถึงได้ ควบคู่กับการจัดทำกลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้างกับการรับรู้เกี่ยวกับความหลากหลายและความพรีเมียมของข้าวไทยบนแพลตฟอร์มออนไลน์ควบคู่กับการเจาะช่องทางร้านสุขภาพ และการทำกิจกรรม ณ จุดขาย เพื่อสร้างความแตกต่างในระยะยาว</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การจัดงานสัมมนาครั้งนี้ มีผู้แทนหน่วยงานเข้าร่วมจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ผู้ประกอบการ และเกษตรกร ในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์รวม 108 คน จาก 57 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการค้าข้าวมูลค่าสูงของประเทศไทย และแลกเปลี่ยนมุมมองความเห็นต่อ <strong>ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขยายโอกาสทางการค้าข้าวมูลค่าสูง 5 ด้าน</strong> ได้แก่ <strong>(1) ด้านต้นน้ำ</strong> พัฒนาสายพันธุ์และยกระดับเกษตรกร <strong>(2) ด้านกลางน้ำ</strong> ปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรฐานให้เอื้อต่อผู้ประกอบการ <strong>(3) ด้านปลายน้ำ</strong> สร้างอุปสงค์และขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ <strong>(4) ด้านมหภาค</strong> กำหนดเป้าหมายข้าวมูลค่าสูง พร้อมสร้างแบรนด์และป้องกันการปลอมปน และ<strong> (5) ด้านการค้าระหว่างประเทศ</strong> ผลักดันการจับคู่ธุรกิจและยกระดับยุทธศาสตร์การส่งออกให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยมีความเห็นจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>1. คุณอรรัตน์ สิทธิบุศย์ ผู้อำนวยการกองบริหารการค้าข้าว กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์</strong> ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกข้าวมูลค่าสูง คือการทำให้เห็นว่าจะได้รับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตและรวมถึงค่าใช้จ่ายในการขอรับรองมาตรฐาน นอกจากนี้ ต้องสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภครู้จักข้าวมูลค่าสูงของไทย สร้างภาพลักษณ์และการรับรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของกลุ่มข้าวเฉพาะที่หลากหลายมากขึ้นทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการค้าอย่างยั่งยืน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>2. ดร.อรรถวิชช์ วัชรพงศ์ชัย Head of Field Operation โครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Thai Rice GCF) องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)</strong> ให้ความเห็นว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นปัจจัยท้าทายสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพข้าวไทย ซึ่งขณะนี้โครงการ Thai Rice GCF ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรในการปรับตัวเพื่อรับมือกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ตลอดจนการผลิตตามมาตรฐานข้าวยั่งยืน (Sustainable Rice Platform: SRP) และขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำแพลตฟอร์มระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability Platform) ของการปลูกข้าว เพื่อรวบรวมข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิต และสร้างฐานข้อมูลที่พร้อมสำหรับการเสริมสร้างศักยภาพและการแข่งขันทางการค้าข้าวไทย</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>3. คุณลลนา ศรีคราม ผู้ก่อตั้ง บริษัท ไร่ทอง ออร์แกนิกส์ ฟาร์ม จำกัด (ต้นแบบกลุ่มข้าวรักษ์โลก)</strong> ให้มุมมองต่อการพลิกสถานการณ์ข้าวไทยโดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ <strong>ระยะสั้น</strong> ภาครัฐควรสนับสนุนและส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรในวงกว้างได้รับรองมาตรฐานสากล เพื่อเป็นใบเบิกทางในการผลักดันข้าวไทยสู่ตลาดโลกมากขึ้น <strong>ระยะกลาง</strong> การพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมมะลิไทยให้มีคุณภาพเพื่อรักษาภาพลักษณ์ความเป็นพรีเมียมในตลาดข้าวโลก และ <strong>ระยะยาว</strong> ควรสร้างชาวนาที่เป็นคนรุ่นใหม่ สามารถใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการปลูกข้าวได้ ซึ่งจะช่วยสานต่อและส่งเสริมการผลิตข้าวที่มีคุณภาพได้ในระยะยาวต่อไป</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>4. คุณกุลประทีป สุภัทรประทีป กรรมการผู้จัดการ บริษัท กินนร จำกัด และวิสาหกิจชุมชนไบโอแบล็ค (ต้นแบบกลุ่มข้าวคุณค่าเฉพาะ)</strong> ให้ความสำคัญต่อการยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยจะต้องส่งเสริมการสร้างแบรนด์ การเล่าเรื่องราวสินค้า (Storytelling) และการตลาดเชิงรุก ควบคู่ไปกับการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม (Distribution of Wealth) ตามแนวคิดการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) นอกจากนี้ ยังต้องสร้างแรงจูงใจ และความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกรให้แก่คนรุ่นใหม่ เพื่อขับเคลื่อนไปสู่กระบวนการผลิตสินค้าเกษตรที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพสูง</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>5. คุณภูวินทร์ คงสวัสดิ์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท อีซีไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด (EASYRICE)</strong> มองว่าไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการปรับปรุงพันธุ์ที่ดี ครอบคลุมตั้งแต่กฎระเบียบการปรับปรุงพันธุ์ การใช้ AI ช่วยพัฒนาพันธุ์ เพื่อให้ไทยมีพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ให้ผลตอบแทนต่อไร่สูงและยังคงความหอมของข้าวไทย รวมทั้งทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ข้าวไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างแท้จริง</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การศึกษาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการเป็นผู้นำตลาดข้าวมูลค่าสูงของโลก หากสามารถยกระดับทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ พร้อมเชื่อมโยงการผลิตกับความต้องการของตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งข้อเสนอเชิงนโยบายข้างต้นจะเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการกำหนดนโยบายด้านการค้าข้าวของประเทศ และเป็นแนวทางสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวไทย เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก <strong>&ldquo;ข้าวไทยนอกจากจะแข่งขันกันเรื่องคุณภาพแล้ว ยังจำเป็นต้องเพิ่มการแข่งขันด้วยมาตรฐาน ความยั่งยืน นวัตกรรม และความสามารถในการสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภคการขับเคลื่อนข้าวมูลค่าสูงจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มราคาสินค้า แต่เป็นการยกระดับระบบการค้าข้าวไทยทั้งระบบ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรไทย และรักษาความเป็นผู้นำของประเทศไทยในตลาดข้าวโลกในระยะยาว&rdquo;</strong></p>

ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม: 

          สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาการค้าข้าวมูลค่าสูงของไทย เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีการค้าโลก มุ่งหวังยกระดับรายได้เกษตรกร 

          นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเผยแพร่ผลการดำเนินโครงการศึกษาการยกระดับรายได้เกษตรผู้ปลูกข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท ร่วมกับบริษัท โบลลิเกอร์ แอนด์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด โดย สนค. ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน จึงได้ดำเนินโครงการฯนี้ภายใต้แนวคิดปรับวิชาการ สู่การ “ปฏิบัติเชิงนโยบาย” และมุ่งเน้นให้การค้าข้าวไทยปรับทิศทางจาก “การขายปริมาณ” สู่ “การขายคุณค่า” ตามนโยบาย New Rice Economy ของท่านศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ด้วยกลยุทธ์ “ตลาดนำการผลิต” หรือ Demand Driven โดยแบ่งข้าวมูลค่าสูงตามฟังก์ชั่นความต้องการโลกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มข้าวรักษ์โลก กลุ่มข้าวมีเรื่องราว และกลุ่มข้าวสุขภาพ เพื่อศึกษาแนวโน้มและปริมาณความต้องการของตลาด และนำไปสู่การปรับด้านการผลิตข้าวมูลค่าสูงให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้บูรณาการความร่วมมือระหว่าง 4 กระทรวง ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลกลางด้านอุปสงค์และอุปทานสินค้าเกษตรให้เป็นข้อมูลชุดเดียวกัน ใช้สนับสนุนการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และกำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที เพื่อยกระดับการค้าข้าวไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน 

          จากการศึกษาพบว่า ตลาดข้าวมูลค่าสูงของโลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง  เช่น กลุ่มข้าวสี (ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวแดง) (Colored rice (Black/Brown/Red)) ครองส่วนแบ่งมากกว่า 50% ของมูลค่าตลาดข้าวมูลค่าสูงทั้งหมด คาดว่าจะเติบโตจาก 22.0–23.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2567 ไปสู่ 47.0–48.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2578 ข้าวอินทรีย์ (Organic Rice) เป็นกลุ่มข้าวสุขภาพที่มีขนาดตลาดใหญ่เป็นอันดับที่ 2 รองจากข้าวสี โดยในปี 2567 มีมูลค่าสูงถึง 7.8–10.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของตลาดข้าวมูลค่าสูง) และคาดว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องด้วย CAGR 4.1–6.8% หรือมีมูลค่าราว 13.0–20.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2578 ข้าวคาร์บอนต่ำ (low Carbon rice) แม้ในปี 2567 จะมีฐานมูลค่าที่ยังเล็กอยู่เพียง 0.3–0.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่พบว่ามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงที่สุดถึง 30% ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 5.0–8.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2578 สำหรับตลาดข้าวมูลค่าสูงของไทย ในปี 2567 มีการคาดการณ์ส่วนแบ่งข้าวมูลค่าสูงของไทย ว่าจะอยู่ประมาณ 9 – 12% ของตลาดโลก คิดเป็นมูลค่า 2.3 – 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าจะมีส่วนแบ่งสูงถึง 13 -18 % ของตลาดโลก และมีมูลค่า 4.9 – 10 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2578 

          นอกจากนี้ ผลการสำรวจตลาด พบว่า ฮ่องกง ข้าวไทยยังคงครองแชมป์ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 57% (ประมาณ 150,000 ตัน) และผู้บริโภคมีพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป มีความต้องการความสะดวก (Ready-to-eat) แต่ยังต้องดูดีและสุขภาพดี ปัจจัยที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อข้าวไทยนั้นเพราะความคุ้มค่าเงิน 41% ซึ่งเทียบเท่ากับการตัดสินใจซื้อเพราะคุณภาพที่ 40% ในขณะที่ กวางโจว มองว่า ข้าวไทยถูกวางตำแหน่งเป็นสินค้าพรีเมียม โดยผู้บริโภคเลือกรสชาติและกลิ่นหอมเป็นจุดแข็งถึง 82% และคุณภาพ 73% ขณะที่ความคุ้มค่าเงินได้รับเลือกเพียง 11% อย่างไรก็ตาม ปริมาณการนำเข้าโดยรวมลดลง เนื่องจากช่องว่างระหว่าง ราคากับความคุ้มค่า เริ่มกว้างขึ้น เมื่อเทียบกับข้าวจากประเทศอื่น รวมทั้งประเด็นความเชื่อมั่นด้านความสม่ำเสมอของคุณภาพข้าวไทยที่มีน้อยลง 

          ในขณะที่ข้อมูลจากการจัดอันดับความน่าสนใจของกลุ่มข้าวมูลค่าสูง พบว่าประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ ได้รับเลือกเป็นอันดับหนึ่งอย่างเด็ดขาดในทั้งสองตลาด ตามมาด้วยข้าวอินทรีย์และข้าวพันธุ์พิเศษระดับพรีเมียม ในขณะที่อุปสรรคของข้าวไทยในสองตลาดนี้อยู่ที่การยกระดับมูลค่าต่อหน่วย ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารถึงประโยชน์ด้านสุขภาพและความปลอดภัย รวมถึงจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ผู้บริโภคปลายทางเข้าถึงได้ ควบคู่กับการจัดทำกลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้างกับการรับรู้เกี่ยวกับความหลากหลายและความพรีเมียมของข้าวไทยบนแพลตฟอร์มออนไลน์ควบคู่กับการเจาะช่องทางร้านสุขภาพ และการทำกิจกรรม ณ จุดขาย เพื่อสร้างความแตกต่างในระยะยาว

          การจัดงานสัมมนาครั้งนี้ มีผู้แทนหน่วยงานเข้าร่วมจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ผู้ประกอบการ และเกษตรกร ในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์รวม 108 คน จาก 57 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการค้าข้าวมูลค่าสูงของประเทศไทย และแลกเปลี่ยนมุมมองความเห็นต่อ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขยายโอกาสทางการค้าข้าวมูลค่าสูง 5 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านต้นน้ำ พัฒนาสายพันธุ์และยกระดับเกษตรกร (2) ด้านกลางน้ำ ปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรฐานให้เอื้อต่อผู้ประกอบการ (3) ด้านปลายน้ำ สร้างอุปสงค์และขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ (4) ด้านมหภาค กำหนดเป้าหมายข้าวมูลค่าสูง พร้อมสร้างแบรนด์และป้องกันการปลอมปน และ (5) ด้านการค้าระหว่างประเทศ ผลักดันการจับคู่ธุรกิจและยกระดับยุทธศาสตร์การส่งออกให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก 

          โดยมีความเห็นจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

          1. คุณอรรัตน์ สิทธิบุศย์ ผู้อำนวยการกองบริหารการค้าข้าว กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกข้าวมูลค่าสูง คือการทำให้เห็นว่าจะได้รับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการสนับสนุนการลดต้นทุนการผลิตและรวมถึงค่าใช้จ่ายในการขอรับรองมาตรฐาน นอกจากนี้ ต้องสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภครู้จักข้าวมูลค่าสูงของไทย สร้างภาพลักษณ์และการรับรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของกลุ่มข้าวเฉพาะที่หลากหลายมากขึ้นทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการค้าอย่างยั่งยืน

          2. ดร.อรรถวิชช์ วัชรพงศ์ชัย Head of Field Operation โครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Thai Rice GCF) องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ให้ความเห็นว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เป็นปัจจัยท้าทายสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพข้าวไทย ซึ่งขณะนี้โครงการ Thai Rice GCF ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรในการปรับตัวเพื่อรับมือกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ตลอดจนการผลิตตามมาตรฐานข้าวยั่งยืน (Sustainable Rice Platform: SRP) และขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำแพลตฟอร์มระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability Platform) ของการปลูกข้าว เพื่อรวบรวมข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิต และสร้างฐานข้อมูลที่พร้อมสำหรับการเสริมสร้างศักยภาพและการแข่งขันทางการค้าข้าวไทย

          3. คุณลลนา ศรีคราม ผู้ก่อตั้ง บริษัท ไร่ทอง ออร์แกนิกส์ ฟาร์ม จำกัด (ต้นแบบกลุ่มข้าวรักษ์โลก) ให้มุมมองต่อการพลิกสถานการณ์ข้าวไทยโดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ภาครัฐควรสนับสนุนและส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรในวงกว้างได้รับรองมาตรฐานสากล เพื่อเป็นใบเบิกทางในการผลักดันข้าวไทยสู่ตลาดโลกมากขึ้น ระยะกลาง การพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมมะลิไทยให้มีคุณภาพเพื่อรักษาภาพลักษณ์ความเป็นพรีเมียมในตลาดข้าวโลก และ ระยะยาว ควรสร้างชาวนาที่เป็นคนรุ่นใหม่ สามารถใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการปลูกข้าวได้ ซึ่งจะช่วยสานต่อและส่งเสริมการผลิตข้าวที่มีคุณภาพได้ในระยะยาวต่อไป

          4. คุณกุลประทีป สุภัทรประทีป กรรมการผู้จัดการ บริษัท กินนร จำกัด และวิสาหกิจชุมชนไบโอแบล็ค (ต้นแบบกลุ่มข้าวคุณค่าเฉพาะ) ให้ความสำคัญต่อการยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยจะต้องส่งเสริมการสร้างแบรนด์ การเล่าเรื่องราวสินค้า (Storytelling) และการตลาดเชิงรุก ควบคู่ไปกับการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม (Distribution of Wealth) ตามแนวคิดการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) นอกจากนี้ ยังต้องสร้างแรงจูงใจ และความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกรให้แก่คนรุ่นใหม่ เพื่อขับเคลื่อนไปสู่กระบวนการผลิตสินค้าเกษตรที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพสูง

          5. คุณภูวินทร์ คงสวัสดิ์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท อีซีไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด (EASYRICE) มองว่าไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการปรับปรุงพันธุ์ที่ดี ครอบคลุมตั้งแต่กฎระเบียบการปรับปรุงพันธุ์ การใช้ AI ช่วยพัฒนาพันธุ์ เพื่อให้ไทยมีพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ให้ผลตอบแทนต่อไร่สูงและยังคงความหอมของข้าวไทย รวมทั้งทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ข้าวไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างแท้จริง

           การศึกษาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการเป็นผู้นำตลาดข้าวมูลค่าสูงของโลก หากสามารถยกระดับทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ พร้อมเชื่อมโยงการผลิตกับความต้องการของตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งข้อเสนอเชิงนโยบายข้างต้นจะเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการกำหนดนโยบายด้านการค้าข้าวของประเทศ และเป็นแนวทางสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวไทย เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก “ข้าวไทยนอกจากจะแข่งขันกันเรื่องคุณภาพแล้ว ยังจำเป็นต้องเพิ่มการแข่งขันด้วยมาตรฐาน ความยั่งยืน นวัตกรรม และความสามารถในการสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภคการขับเคลื่อนข้าวมูลค่าสูงจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มราคาสินค้า แต่เป็นการยกระดับระบบการค้าข้าวไทยทั้งระบบ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรไทย และรักษาความเป็นผู้นำของประเทศไทยในตลาดข้าวโลกในระยะยาว”

เผยแพร่เมื่อวันที่ 04 สิงหาคม 2569