สนค. เดินหน้ายกระดับข้าวไทยสู่มูลค่าสูง ชู 3 กลุ่มรักษ์โลก-สุขภาพ-เรื่องราวดันราคาพรีเมียมสูงกว่าข้าวทั่วไปถึง 3 เท่า

สนค. เดินหน้ายกระดับข้าวไทยสู่มูลค่าสูง ชู 3 กลุ่มรักษ์โลก-สุขภาพ-เรื่องราวดันราคาพรีเมียมสูงกว่าข้าวทั่วไปถึง 3 เท่า

avatar

Administrator


110


<p><strong>ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม:&nbsp;</strong><a href="https://uploads.tpso.go.th/editor/pdf/1783566607_274b87791e1366b06186.pdf" target="_blank">1783566607_274b87791e1366b06186.pdf</a></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ดำเนินโครงการศึกษาแนวทางการยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อปรับโครงสร้างการค้าข้าวไทย และขานรับนโยบายข้าวประณีตของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการเปลี่ยนผ่านจาก <strong>&ldquo;การขายปริมาณ&rdquo; ไปสู่ &ldquo;การขายคุณค่า&rdquo;</strong><br />
<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปัจจุบันประเทศไทยใช้พื้นที่ปลูกข้าวสูงถึง 43.3% ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งประเทศ หรือคิดเป็น 74.7 ล้านไร่ ครอบคลุมครัวเรือนเกษตรกรกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน (ประมาณ 60% ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งประเทศ) โดยการปลูกข้าวนาปรัง (ข้าวขาว) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 8 ล้านไร่ ในปี 2564 เป็น 13 ล้านไร่ ในปี 2568 สวนทางกับราคา ทำให้ไทยตกอยู่ในกับดักการผลิตเชิงปริมาณ สนค. จึงผลักดันกลยุทธ์ <strong>&ldquo;ตลาดนำการผลิต&rdquo; (Demand-Driven)</strong> ส่งเสริมการค้าข้าวมูลค่าสูง เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ยินดีจ่ายส่วนเพิ่มให้กับสินค้าที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดย สนค. จำแนกข้าวมูลค่าสูงเป็น 3 กลุ่มหลัก ตามฟังก์ชันที่ตลาดโลกต้องการ ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>1. กลุ่มข้าวรักษ์โลก</strong> มุ่งเน้นกระบวนการผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์มาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย<strong> ข้าวยั่งยืน</strong> ที่ผลิตตามมาตรฐานสากล (SRP) <strong>ข้าวคาร์บอนต่ำ</strong> ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ทั้งก๊าซมีเทน ไนตรัสออกไซด์ และคาร์บอนไดออกไซด์) <strong>และข้าวอินทรีย์</strong> ที่ปลอดสารเคมีสังเคราะห์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>2. กลุ่มข้าวเรื่องราว</strong> เน้นคุณค่าจากแหล่งกำเนิดและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ประกอบด้วย <strong>ข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์</strong> (Geographical Indication) หรือ GI ซึ่งปัจจุบันไทยมีข้าวขึ้นทะเบียน GI แล้ว 24 รายการ (เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวสังข์หยดพัทลุง) <strong>และข้าวพันธุ์พื้นเมือง/ข้าวดอย</strong> ที่มีรสชาติเอกลักษณ์และความหลากหลายทางชีวภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>3. กลุ่มข้าวสุขภาพ</strong> รองรับเทรนด์สังคมผู้สูงอายุและคนรักสุขภาพ ประกอบด้วย <strong>ข้าวโภชนาการสูงและข้าวสี </strong>ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง (เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสีนิล) <strong>และข้าวเพื่อสุขภาพ</strong> เช่น ข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low Glycemic index) หรือ Low GI สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน หรือข้าวเติมวิตามิน</p>

<p><u><strong>การดำเนินงานที่ผ่านมา</strong></u><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;สนค. ได้ลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลเชิงลึกด้านปัญหาอุปสรรคและศักยภาพในด้านการผลิตและการค้าจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญในทุกภูมิภาคของประเทศ รวมถึงประเทศเวียดนามที่เป็นตัวอย่างการวางนโยบายด้านการพัฒนาข้าวคาร์บอนต่ำ โดยมีข้อค้นพบสำคัญ ได้แก่ (1) ความสำเร็จด้านข้าวคาร์บอนต่ำ กลุ่มแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช พิสูจน์ว่าเทคนิคนาเปียกสลับแห้งช่วยลดต้นทุนได้ถึง 17% และเพิ่มผลผลิตได้ 6% (2) เวียดนามเป็นประเทศที่น่าจับตามอง ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการขายปริมาณสู่คุณภาพ ด้วยโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านเฮกตาร์ (6.25 ล้านไร่) และมีการส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ข้าวคุณภาพ (3) ข้าวมูลค่าสูงสามารถสร้างราคาพรีเมียม<sup>1&nbsp;</sup>ได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ข้าวอินทรีย์สามารถตั้งราคาสูงกว่าข้าวทั่วไปได้ 1.5&ndash;3 เท่า ขณะที่ข้าว GI สูงกว่าถึง 1.5&ndash;3.4 เท่า และข้าวสีหรือข้าวเพื่อสุขภาพสูงกว่า 1.2&ndash;3 เท่า (4) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการแปรรูปและการยกระดับโรงสีเป็นกลไกตัวกลางขับเคลื่อน และ (5) ผู้ประกอบการกลางน้ำ ทั้งท่าข้าว สหกรณ์ และโรงสี ต้องเผชิญกับ &ldquo;กับดักสภาพคล่อง&rdquo; จากระยะเวลารอรับชำระเงินที่ยาวนาน&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากการศึกษาตลาดข้าวโลก พบว่า ประมาณการความต้องการข้าวมูลค่าสูง ดังนี้ <strong>(1) กลุ่มข้าวรักษ์โลก</strong> โดยเฉพาะ<strong>ข้าวคาร์บอนต่ำ</strong> ขับเคลื่อนจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า <strong>ข้าวอินทรีย์</strong> คาดว่าตลาดโลกมีมูลค่า 7,800 ล้านเหรียญสหรัฐ และจะขยายตัวเป็น 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2577 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 4&ndash;5% ต่อปี <strong>(2) กลุ่มข้าวอัตลักษณ์และเรื่องราว</strong> เช่น ข้าวหอม (Aromatic Rice) มีมูลค่า 12,500 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าเพิ่มขึ้นถึง 20,300 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2577 ด้วย CAGR 5.1% ต่อปี และ <strong>(3) กลุ่มข้าวสุขภาพ</strong> มีความต้องการสูงสุดในกลุ่มข้าวพรีเมียมที่ 1.0&ndash;1.9 ล้านตันต่อปี และมีอัตราเติบโตของตลาดอาหารสุขภาพในเอเชียตะวันออกสูงถึง 17.4% ในปี 2567&ndash;2568 จากแรงหนุนของสังคมผู้สูงอายุและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการศึกษาดังกล่าว จะนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย อาทิ <strong>ระดับต้นน้ำ:</strong> การปฏิรูประบบพันธุ์ข้าวและธรรมาภิบาลการรับรองมาตรฐาน <strong>ระดับกลางน้ำ:</strong> การลดข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและโครงสร้างพื้นฐานการแปรรูป <strong>ระดับปลายน้ำ:</strong> การสร้างอุปสงค์ การคุ้มครองตราสินค้า และการเข้าถึงตลาด เป็นต้น</p>

<p><u><strong>พันธมิตร 4 หน่วยงาน ดำเนินการคู่ขนานด้วย Big Data และ AI&nbsp;</strong></u><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;นอกจากนี้ สนค. ยังได้ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ <strong>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong> (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร) <strong>กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม</strong> (สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ: GISTDA) และ<strong>กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม</strong> (สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่: BDI) พัฒนาระบบข้อมูลเชิงลึก มีเป้าหมายเพื่อสร้าง <strong>&ldquo;ข้อมูลชุดเดียว&rdquo;</strong> สำหรับใช้บริหารจัดการอุปสงค์&ndash;อุปทานสินค้าเกษตรอย่างเป็นระบบ ผ่านเครื่องมือ <strong>Dashboard คาดการณ์ผลผลิตข้าว</strong> ติดตามสถานการณ์แต่ละพื้นที่ วางแผนการผลิต การตลาด และดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำ และได้นำ <strong>เทคโนโลยี AI และแบบจำลอง Prism Model</strong>: (Precision Rice Intelligence for Strategy &amp; Market Model) มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์อุปสงค์ข้าวจากตลาดโลก&nbsp;</p>

<p><u><strong>การดำเนินงานระยะต่อไป</strong></u><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;ในระยะถัดไป สนค. เตรียมจัดกิจกรรมศึกษาตลาดศักยภาพ ครั้งที่ 2 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง และนครกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อหารือผู้นำเข้าและสำรวจความต้องการตลาดข้าวพรีเมียม โดยจะเชื่อมโยงกับงาน <strong>&quot;THAILAND RICE ROADSHOW 2026&quot;</strong> ของกรมการค้าต่างประเทศ ในเดือนกรกฎาคม 2569&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ สนค. มีกำหนดจัด<strong>งานสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอเชิงนโยบาย ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569</strong> เพื่อขับเคลื่อนมาตรการยกระดับรายได้เกษตรกร และขยายโอกาสทางการค้าข้าวไทยในเวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป</p>

<hr />
<p><sup>1</sup>&nbsp;ราคาพรีเมียม (Premium Price) หมายถึง การตั้งราคาสินค้าหรือบริการให้สูงกว่าราคาเฉลี่ยในตลาดหรือสูงกว่าคู่แข่งอย่างจงใจ โดยมุ่งเน้นที่การสร้างภาพลักษณ์ระดับสูง คุณภาพที่เหนือกว่า และตอบสนอง &quot;คุณค่าที่รู้สึกได้&quot; ของผู้บริโภคมากกว่าการคำนวณจากต้นทุนการผลิตเพียงอย่างเดียว</p>

ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม: 

          นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ดำเนินโครงการศึกษาแนวทางการยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อปรับโครงสร้างการค้าข้าวไทย และขานรับนโยบายข้าวประณีตของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการเปลี่ยนผ่านจาก “การขายปริมาณ” ไปสู่ “การขายคุณค่า”

           ปัจจุบันประเทศไทยใช้พื้นที่ปลูกข้าวสูงถึง 43.3% ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งประเทศ หรือคิดเป็น 74.7 ล้านไร่ ครอบคลุมครัวเรือนเกษตรกรกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน (ประมาณ 60% ของครัวเรือนเกษตรกรทั้งประเทศ) โดยการปลูกข้าวนาปรัง (ข้าวขาว) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 8 ล้านไร่ ในปี 2564 เป็น 13 ล้านไร่ ในปี 2568 สวนทางกับราคา ทำให้ไทยตกอยู่ในกับดักการผลิตเชิงปริมาณ สนค. จึงผลักดันกลยุทธ์ “ตลาดนำการผลิต” (Demand-Driven) ส่งเสริมการค้าข้าวมูลค่าสูง เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ยินดีจ่ายส่วนเพิ่มให้กับสินค้าที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดย สนค. จำแนกข้าวมูลค่าสูงเป็น 3 กลุ่มหลัก ตามฟังก์ชันที่ตลาดโลกต้องการ ดังนี้
           1. กลุ่มข้าวรักษ์โลก มุ่งเน้นกระบวนการผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์มาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย ข้าวยั่งยืน ที่ผลิตตามมาตรฐานสากล (SRP) ข้าวคาร์บอนต่ำ ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ทั้งก๊าซมีเทน ไนตรัสออกไซด์ และคาร์บอนไดออกไซด์) และข้าวอินทรีย์ ที่ปลอดสารเคมีสังเคราะห์
           2. กลุ่มข้าวเรื่องราว เน้นคุณค่าจากแหล่งกำเนิดและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ประกอบด้วย ข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication) หรือ GI ซึ่งปัจจุบันไทยมีข้าวขึ้นทะเบียน GI แล้ว 24 รายการ (เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวสังข์หยดพัทลุง) และข้าวพันธุ์พื้นเมือง/ข้าวดอย ที่มีรสชาติเอกลักษณ์และความหลากหลายทางชีวภาพ
           3. กลุ่มข้าวสุขภาพ รองรับเทรนด์สังคมผู้สูงอายุและคนรักสุขภาพ ประกอบด้วย ข้าวโภชนาการสูงและข้าวสี ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง (เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสีนิล) และข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low Glycemic index) หรือ Low GI สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน หรือข้าวเติมวิตามิน

การดำเนินงานที่ผ่านมา
          สนค. ได้ลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลเชิงลึกด้านปัญหาอุปสรรคและศักยภาพในด้านการผลิตและการค้าจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญในทุกภูมิภาคของประเทศ รวมถึงประเทศเวียดนามที่เป็นตัวอย่างการวางนโยบายด้านการพัฒนาข้าวคาร์บอนต่ำ โดยมีข้อค้นพบสำคัญ ได้แก่ (1) ความสำเร็จด้านข้าวคาร์บอนต่ำ กลุ่มแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) ตำบลเดิมบาง อำเภอเดิมบางนางบวช พิสูจน์ว่าเทคนิคนาเปียกสลับแห้งช่วยลดต้นทุนได้ถึง 17% และเพิ่มผลผลิตได้ 6% (2) เวียดนามเป็นประเทศที่น่าจับตามอง ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการขายปริมาณสู่คุณภาพ ด้วยโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านเฮกตาร์ (6.25 ล้านไร่) และมีการส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ข้าวคุณภาพ (3) ข้าวมูลค่าสูงสามารถสร้างราคาพรีเมียมได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ข้าวอินทรีย์สามารถตั้งราคาสูงกว่าข้าวทั่วไปได้ 1.5–3 เท่า ขณะที่ข้าว GI สูงกว่าถึง 1.5–3.4 เท่า และข้าวสีหรือข้าวเพื่อสุขภาพสูงกว่า 1.2–3 เท่า (4) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานการแปรรูปและการยกระดับโรงสีเป็นกลไกตัวกลางขับเคลื่อน และ (5) ผู้ประกอบการกลางน้ำ ทั้งท่าข้าว สหกรณ์ และโรงสี ต้องเผชิญกับ “กับดักสภาพคล่อง” จากระยะเวลารอรับชำระเงินที่ยาวนาน 

          จากการศึกษาตลาดข้าวโลก พบว่า ประมาณการความต้องการข้าวมูลค่าสูง ดังนี้ (1) กลุ่มข้าวรักษ์โลก โดยเฉพาะข้าวคาร์บอนต่ำ ขับเคลื่อนจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า ข้าวอินทรีย์ คาดว่าตลาดโลกมีมูลค่า 7,800 ล้านเหรียญสหรัฐ และจะขยายตัวเป็น 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2577 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 4–5% ต่อปี (2) กลุ่มข้าวอัตลักษณ์และเรื่องราว เช่น ข้าวหอม (Aromatic Rice) มีมูลค่า 12,500 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าเพิ่มขึ้นถึง 20,300 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2577 ด้วย CAGR 5.1% ต่อปี และ (3) กลุ่มข้าวสุขภาพ มีความต้องการสูงสุดในกลุ่มข้าวพรีเมียมที่ 1.0–1.9 ล้านตันต่อปี และมีอัตราเติบโตของตลาดอาหารสุขภาพในเอเชียตะวันออกสูงถึง 17.4% ในปี 2567–2568 จากแรงหนุนของสังคมผู้สูงอายุและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 

          ผลการศึกษาดังกล่าว จะนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย อาทิ ระดับต้นน้ำ: การปฏิรูประบบพันธุ์ข้าวและธรรมาภิบาลการรับรองมาตรฐาน ระดับกลางน้ำ: การลดข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและโครงสร้างพื้นฐานการแปรรูป ระดับปลายน้ำ: การสร้างอุปสงค์ การคุ้มครองตราสินค้า และการเข้าถึงตลาด เป็นต้น

พันธมิตร 4 หน่วยงาน ดำเนินการคู่ขนานด้วย Big Data และ AI 
          นอกจากนี้ สนค. ยังได้ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ: GISTDA) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่: BDI) พัฒนาระบบข้อมูลเชิงลึก มีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ข้อมูลชุดเดียว” สำหรับใช้บริหารจัดการอุปสงค์–อุปทานสินค้าเกษตรอย่างเป็นระบบ ผ่านเครื่องมือ Dashboard คาดการณ์ผลผลิตข้าว ติดตามสถานการณ์แต่ละพื้นที่ วางแผนการผลิต การตลาด และดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำ และได้นำ เทคโนโลยี AI และแบบจำลอง Prism Model: (Precision Rice Intelligence for Strategy & Market Model) มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์อุปสงค์ข้าวจากตลาดโลก 

การดำเนินงานระยะต่อไป
          ในระยะถัดไป สนค. เตรียมจัดกิจกรรมศึกษาตลาดศักยภาพ ครั้งที่ 2 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง และนครกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อหารือผู้นำเข้าและสำรวจความต้องการตลาดข้าวพรีเมียม โดยจะเชื่อมโยงกับงาน "THAILAND RICE ROADSHOW 2026" ของกรมการค้าต่างประเทศ ในเดือนกรกฎาคม 2569 

          ทั้งนี้ สนค. มีกำหนดจัดงานสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอเชิงนโยบาย ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เพื่อขับเคลื่อนมาตรการยกระดับรายได้เกษตรกร และขยายโอกาสทางการค้าข้าวไทยในเวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป


1 ราคาพรีเมียม (Premium Price) หมายถึง การตั้งราคาสินค้าหรือบริการให้สูงกว่าราคาเฉลี่ยในตลาดหรือสูงกว่าคู่แข่งอย่างจงใจ โดยมุ่งเน้นที่การสร้างภาพลักษณ์ระดับสูง คุณภาพที่เหนือกว่า และตอบสนอง "คุณค่าที่รู้สึกได้" ของผู้บริโภคมากกว่าการคำนวณจากต้นทุนการผลิตเพียงอย่างเดียว

เผยแพร่เมื่อวันที่ 09 กรกฎาคม 2569