พลิก “คาร์บอน” เป็น “โปรตีน” รุกตลาดแสนล้าน!!! สนค. เปิดเกมนวัตกรรมอาหารอนาคต ดันไทยขึ้นแท่นผู้นำโลก

พลิก “คาร์บอน” เป็น “โปรตีน” รุกตลาดแสนล้าน!!! สนค. เปิดเกมนวัตกรรมอาหารอนาคต ดันไทยขึ้นแท่นผู้นำโลก

avatar

Administrator


145


<p><strong>ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม:&nbsp;</strong><a href="https://uploads.tpso.go.th/editor/pdf/1782543793_cffded5e3e7617899965.pdf" target="_blank">1782543793_cffded5e3e7617899965.pdf</a></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <em>สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยศักยภาพ &ldquo;โปรตีนจากคาร์บอน (Carbon-based Protein)&rdquo; ว่าเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมอาหารโลกที่ไทยต้องคว้าไว้ โดยเสนอให้ดึงจุดแข็งของไทยทั้งด้านอุตสาหกรรมอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ และฐานการผลิตพลังงาน มาใช้เปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อปั้นเป็น Product Champion อีกตัวหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ของภูมิภาคแล้ว ยังตอบโจทย์การลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติในหลายมิติอีกด้วย</em></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามและศึกษาทิศทางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตอย่างใกล้ชิด พบว่า &ldquo;โปรตีนจากคาร์บอน&rdquo; กำลังเป็นนวัตกรรมมาแรงที่ทั่วโลกสนใจ เพราะสามารถตอบโจทย์ได้ครบทุกมิติ ทั้งเรื่องความมั่นคงทางอาหาร การลดก๊าซเรือนกระจก และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันหลายประเทศไม่ได้หยุดอยู่แค่ในระดับงานวิจัย แต่เริ่มขยับสู่การผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว ซึ่งสะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ที่พร้อมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ของโลก</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผอ.สนค. ระบุว่า แนวคิดหลักของนวัตกรรมนี้คือการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO?) จากแหล่งปล่อยขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้า หรือโรงงานอุตสาหกรรม มาใช้เป็นวัตถุดิบ แล้วเข้าสู่กระบวนการทางชีวภาพโดยใช้จุลินทรีย์เฉพาะทางในระบบหมัก เพื่อเปลี่ยนคาร์บอนให้กลายเป็นชีวมวลที่อุดมไปด้วยโปรตีน ก่อนจะนำไปแปรรูปเป็นส่วนผสมในอาหาร อาหารสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก เรียกง่ายๆ ว่าเป็นการพลิกโฉม &ldquo;ของเสียทางสิ่งแวดล้อม&rdquo; ให้กลายเป็น &ldquo;ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ&rdquo; ที่สร้างรายได้ใหม่ได้อย่างมหาศาล</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่า ในปี 2568 ภาคพลังงานของไทยมีการปล่อย CO? สูงถึง 239.6 ล้านตัน<sup>1</sup> สะท้อนภาพชัดเจนว่าเรามีคาร์บอนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะจากภาคไฟฟ้า การคมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรมหนัก และกระบวนการผลิตต่าง ๆ แม้ไทยจะมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.79% ของปริมาณการปล่อยทั้งหมดของโลก<sup>2</sup>&nbsp;แต่นับว่ามีนัยสำคัญสำหรับประเทศเศรษฐกิจขนาดกลาง และแสดงให้เห็นว่าไทยมีบทบาทต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำบนเวทีโลก หากเรานำเทคโนโลยีการดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (Carbon Capture and Utilization: CCU)<sup>3</sup>&nbsp; มาประยุกต์ใช้ นอกจากจะช่วยลดภาระด้านมลพิษแล้ว ยังเป็นการต่อยอดสู่สินค้าและอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูง</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จุดที่น่าสนใจคือ การนำเทคโนโลยี CCU มาใช้นั้น ไม่ได้แข่งขันกันที่ต้นทุนวัตถุดิบแบบสินค้าเกษตรทั่วไป แต่แข่งขันกันด้วยองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยีชีวภาพ ระบบการผลิต และมาตรฐานความปลอดภัย จึงจัดเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Industry) ดังนั้น ประเทศที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีนี้ได้ก่อน ย่อมมีโอกาสเป็นผู้นำตลาดและครองสิทธิบัตรในระยะยาว</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในส่วนของความต้องการบริโภคโปรตีน พบว่า จำนวนประชากรโลกที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นส่งผลต่อความต้องการบริโภคอาหารและโปรตีนอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ทรัพยากรที่ดิน น้ำ และระบบเกษตรดั้งเดิมเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นจากภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง และความผันผวนของภูมิอากาศ ทำให้หลายประเทศเร่งแสวงหาแหล่งโปรตีนทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้ทรัพยากรต่ำ และผลิตได้ต่อเนื่องตลอดปี ในเชิงตลาด SkyQuest Technology ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยตลาดภาคเอกชนระดับสากลจากสหรัฐอเมริกา คาดการณ์ว่าตลาดโปรตีนทางเลือกจะเติบโตแบบก้าวกระโดด จากมูลค่ากว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี ค.ศ. 2025 เป็น 3.91 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี&nbsp;ค.ศ. 2033 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 18.5%<sup>4</sup> แนวโน้มผู้บริโภคโลกกำลังเปลี่ยนจากการเลือกอาหารตามราคาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความยั่งยืน และแหล่งที่มาของอาหารมากขึ้น&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับประเทศไทย สนค. ประเมินว่า &ldquo;โปรตีนจากคาร์บอน&rdquo; ตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero 2050 อย่างยิ่ง เพราะการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคส่วนต่างๆ มาผลิตเป็นโปรตีน ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศทางอ้อมและเพิ่มมูลค่าให้คาร์บอนเท่านั้น แต่ยังยกระดับการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังช่วยลดการพึ่งพาโปรตีนจากภาคเกษตรดั้งเดิมที่ต้องใช้ที่ดิน น้ำ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง จึงถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติ และขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อีกประเด็นสำคัญคือ โปรตีนจากคาร์บอนมีศักยภาพในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับโปรตีนแบบดั้งเดิม เพราะใช้พื้นที่และน้ำน้อยกว่า ลดการใช้สารเคมี และตัดปัญหามลพิษจากภาคปศุสัตว์ หากมีการตั้งโรงงานผลิตใกล้แหล่งที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ก็จะยิ่งช่วยลดต้นทุนพลังงานและมลพิษในห่วงโซ่อุปทาน ปัจจุบันไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดได้ทันที หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังทั้งด้านงานวิจัย การลงทุน และมาตรฐานที่เหมาะสม ไทยก็พร้อมจะยกระดับจาก &ldquo;ผู้ผลิตอาหารดั้งเดิม&rdquo; สู่การเป็น &ldquo;ผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารแห่งอนาคต&rdquo; ที่มีมูลค่าสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผอ.สนค. เน้นย้ำว่า ถึงเวลาที่ไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นคาร์บอนเป็นเพียงภาระทางสิ่งแวดล้อม สู่การนำมาใช้ประโยชน์ในฐานะวัตถุดิบทางเศรษฐกิจแห่งยุคใหม่ หากเราต่อยอดนวัตกรรมนี้สำเร็จ ประเทศไทยจะยกระดับจากผู้ส่งออกอาหารแบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตของภูมิภาค เพราะในยุคที่สุขภาพ ความยั่งยืน และเทคโนโลยีคือทิศทางหลักของการค้าโลก &ldquo;ผู้ที่เริ่มก่อน ย่อมได้เปรียบก่อน&rdquo; &nbsp;โปรตีนจากคาร์บอนจึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่เราจะ<strong>เปลี่ยนคาร์บอนเป็นนวัตกรรม พร้อมเปิดเกมรุกตลาดอาหารอนาคต เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวล้ำและยั่งยืนอย่างแท้จริง</strong></p>

<p>&nbsp;</p>

<hr />
<p><sup>1</sup> ข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน https://www.eppo.go.th/index.php/th/component/k2/item/download/26439_99825356f16b154cee7221f098d98291&nbsp;<br />
<sup>2</sup> ข้อมูลจากรายงาน GHG emissions of all world countries 2025 จัดทำโดย Joint Research Centre ของ European Commission<br />
<sup>3</sup> เทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอนเป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่จำเป็น เช่น เชื้อเพลิง สารเคมี และวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น<br />
<sup>4</sup> ข้อมูลจากรายงานตลาด Alternative Protein ของ SkyQuest Technology https://www.skyquestt.com/report/alternative-protein-market</p>

ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม: 

          สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยศักยภาพ “โปรตีนจากคาร์บอน (Carbon-based Protein)” ว่าเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมอาหารโลกที่ไทยต้องคว้าไว้ โดยเสนอให้ดึงจุดแข็งของไทยทั้งด้านอุตสาหกรรมอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ และฐานการผลิตพลังงาน มาใช้เปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อปั้นเป็น Product Champion อีกตัวหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ของภูมิภาคแล้ว ยังตอบโจทย์การลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติในหลายมิติอีกด้วย

          นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามและศึกษาทิศทางอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตอย่างใกล้ชิด พบว่า “โปรตีนจากคาร์บอน” กำลังเป็นนวัตกรรมมาแรงที่ทั่วโลกสนใจ เพราะสามารถตอบโจทย์ได้ครบทุกมิติ ทั้งเรื่องความมั่นคงทางอาหาร การลดก๊าซเรือนกระจก และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันหลายประเทศไม่ได้หยุดอยู่แค่ในระดับงานวิจัย แต่เริ่มขยับสู่การผลิตเชิงพาณิชย์แล้ว ซึ่งสะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีนี้ที่พร้อมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ของโลก

          ผอ.สนค. ระบุว่า แนวคิดหลักของนวัตกรรมนี้คือการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO?) จากแหล่งปล่อยขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้า หรือโรงงานอุตสาหกรรม มาใช้เป็นวัตถุดิบ แล้วเข้าสู่กระบวนการทางชีวภาพโดยใช้จุลินทรีย์เฉพาะทางในระบบหมัก เพื่อเปลี่ยนคาร์บอนให้กลายเป็นชีวมวลที่อุดมไปด้วยโปรตีน ก่อนจะนำไปแปรรูปเป็นส่วนผสมในอาหาร อาหารสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก เรียกง่ายๆ ว่าเป็นการพลิกโฉม “ของเสียทางสิ่งแวดล้อม” ให้กลายเป็น “ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ” ที่สร้างรายได้ใหม่ได้อย่างมหาศาล

          ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่า ในปี 2568 ภาคพลังงานของไทยมีการปล่อย CO? สูงถึง 239.6 ล้านตัน1 สะท้อนภาพชัดเจนว่าเรามีคาร์บอนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะจากภาคไฟฟ้า การคมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรมหนัก และกระบวนการผลิตต่าง ๆ แม้ไทยจะมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 0.79% ของปริมาณการปล่อยทั้งหมดของโลก2 แต่นับว่ามีนัยสำคัญสำหรับประเทศเศรษฐกิจขนาดกลาง และแสดงให้เห็นว่าไทยมีบทบาทต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำบนเวทีโลก หากเรานำเทคโนโลยีการดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (Carbon Capture and Utilization: CCU)3  มาประยุกต์ใช้ นอกจากจะช่วยลดภาระด้านมลพิษแล้ว ยังเป็นการต่อยอดสู่สินค้าและอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าสูง

          จุดที่น่าสนใจคือ การนำเทคโนโลยี CCU มาใช้นั้น ไม่ได้แข่งขันกันที่ต้นทุนวัตถุดิบแบบสินค้าเกษตรทั่วไป แต่แข่งขันกันด้วยองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยีชีวภาพ ระบบการผลิต และมาตรฐานความปลอดภัย จึงจัดเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Industry) ดังนั้น ประเทศที่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีนี้ได้ก่อน ย่อมมีโอกาสเป็นผู้นำตลาดและครองสิทธิบัตรในระยะยาว

          ในส่วนของความต้องการบริโภคโปรตีน พบว่า จำนวนประชากรโลกที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นส่งผลต่อความต้องการบริโภคอาหารและโปรตีนอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ทรัพยากรที่ดิน น้ำ และระบบเกษตรดั้งเดิมเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นจากภาวะโลกร้อน ภัยแล้ง และความผันผวนของภูมิอากาศ ทำให้หลายประเทศเร่งแสวงหาแหล่งโปรตีนทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้ทรัพยากรต่ำ และผลิตได้ต่อเนื่องตลอดปี ในเชิงตลาด SkyQuest Technology ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยตลาดภาคเอกชนระดับสากลจากสหรัฐอเมริกา คาดการณ์ว่าตลาดโปรตีนทางเลือกจะเติบโตแบบก้าวกระโดด จากมูลค่ากว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี ค.ศ. 2025 เป็น 3.91 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2033 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 18.5%4 แนวโน้มผู้บริโภคโลกกำลังเปลี่ยนจากการเลือกอาหารตามราคาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความยั่งยืน และแหล่งที่มาของอาหารมากขึ้น 

          สำหรับประเทศไทย สนค. ประเมินว่า “โปรตีนจากคาร์บอน” ตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero 2050 อย่างยิ่ง เพราะการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคส่วนต่างๆ มาผลิตเป็นโปรตีน ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศทางอ้อมและเพิ่มมูลค่าให้คาร์บอนเท่านั้น แต่ยังยกระดับการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังช่วยลดการพึ่งพาโปรตีนจากภาคเกษตรดั้งเดิมที่ต้องใช้ที่ดิน น้ำ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง จึงถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติ และขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม

          อีกประเด็นสำคัญคือ โปรตีนจากคาร์บอนมีศักยภาพในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับโปรตีนแบบดั้งเดิม เพราะใช้พื้นที่และน้ำน้อยกว่า ลดการใช้สารเคมี และตัดปัญหามลพิษจากภาคปศุสัตว์ หากมีการตั้งโรงงานผลิตใกล้แหล่งที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ก็จะยิ่งช่วยลดต้นทุนพลังงานและมลพิษในห่วงโซ่อุปทาน ปัจจุบันไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างอุตสาหกรรมที่สามารถต่อยอดได้ทันที หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังทั้งด้านงานวิจัย การลงทุน และมาตรฐานที่เหมาะสม ไทยก็พร้อมจะยกระดับจาก “ผู้ผลิตอาหารดั้งเดิม” สู่การเป็น “ผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารแห่งอนาคต” ที่มีมูลค่าสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

          ผอ.สนค. เน้นย้ำว่า ถึงเวลาที่ไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นคาร์บอนเป็นเพียงภาระทางสิ่งแวดล้อม สู่การนำมาใช้ประโยชน์ในฐานะวัตถุดิบทางเศรษฐกิจแห่งยุคใหม่ หากเราต่อยอดนวัตกรรมนี้สำเร็จ ประเทศไทยจะยกระดับจากผู้ส่งออกอาหารแบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตของภูมิภาค เพราะในยุคที่สุขภาพ ความยั่งยืน และเทคโนโลยีคือทิศทางหลักของการค้าโลก “ผู้ที่เริ่มก่อน ย่อมได้เปรียบก่อน”  โปรตีนจากคาร์บอนจึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่เราจะเปลี่ยนคาร์บอนเป็นนวัตกรรม พร้อมเปิดเกมรุกตลาดอาหารอนาคต เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวล้ำและยั่งยืนอย่างแท้จริง

 


1 ข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน https://www.eppo.go.th/index.php/th/component/k2/item/download/26439_99825356f16b154cee7221f098d98291 
2 ข้อมูลจากรายงาน GHG emissions of all world countries 2025 จัดทำโดย Joint Research Centre ของ European Commission
3 เทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอนเป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่จำเป็น เช่น เชื้อเพลิง สารเคมี และวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น
4 ข้อมูลจากรายงานตลาด Alternative Protein ของ SkyQuest Technology https://www.skyquestt.com/report/alternative-protein-market

เผยแพร่เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569