สนค. ศึกษาสถานการณ์ “ยางล้อไทย” ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก หนุนผลิตยางล้อสมรรถนะสูง ชี้ดีมานด์นี้ไทยมีแต้มต่อในตลาดโลก

สนค. ศึกษาสถานการณ์ “ยางล้อไทย” ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก หนุนผลิตยางล้อสมรรถนะสูง ชี้ดีมานด์นี้ไทยมีแต้มต่อในตลาดโลก

avatar

Administrator


36


<p><strong>ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม:&nbsp;</strong><a href="https://uploads.tpso.go.th/editor/pdf/1780045577_1cd6880d2243c99b147f.pdf" target="_blank">1780045577_1cd6880d2243c99b147f.pdf</a><br />
<br />
<strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</strong><em>สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ศึกษาสถานการณ์การค้ายางล้อไทย&nbsp;เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพในการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่การผลิต &ldquo;ยางล้อสมรรถนะสูง&rdquo; โดยใช้ความได้เปรียบเป็นแรงขับเคลื่อนสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยางล้อทั่วไปและยางล้อ EV&nbsp;</em></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เปิดเผยว่า การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการยางล้อเปลี่ยนไปสู่ยางที่มีสมรรถนะสูงและมีคุณสมบัติเฉพาะทางมากขึ้น ซึ่งมีราคาเฉลี่ยสูงกว่ายางล้อทั่วไปประมาณ 1.2&ndash;1.5 เท่า หรือ มีมูลค่าเพิ่มต่อหน่วยสูงขึ้น สำหรับสถานการณ์การค้ายางล้อรถยนต์นั่งของโลก (HS 4011.10)&nbsp;<strong>ปี 2567 พบว่า มีมูลค่าการส่งออก 51,890.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.15 จากปีก่อนหน้า</strong> โดยประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 3 อันดับแรกของโลก ได้แก่ <u>จีน</u> มูลค่า 8,984.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ <u>เยอรมนี</u> มูลค่า 4,164.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ<u>ไทย</u> มูลค่า 3,795.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้นำการส่งออกของโลก ขณะที่ <strong>การนำเข้ายางล้อรถยนต์นั่งของโลกมีมูลค่า 49,484.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.27 จากปีก่อนหน้า</strong> โดยประเทศที่มีมูลค่าการนำเข้าสูงสุด 3 อันดับแรกของโลก ได้แก่ <u>สหรัฐอเมริกา</u> มูลค่า 9,745.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ <u>เยอรมนี</u> มูลค่า 5,376.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ<u>ฝรั่งเศส</u> มูลค่า 3,187.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับสถานการณ์การค้ายางล้อรถยนต์นั่งของไทย <strong>ปี 2568 พบว่า มีมูลค่าการส่งออก 3,875.98&nbsp;ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.12 จากปีก่อนหน้า</strong> ตลาดส่งออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ <u>สหรัฐอเมริกา</u> มูลค่า 1,997.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ <u>เกาหลีใต้</u> มูลค่า 316.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ<u>ญี่ปุ่น</u> มูลค่า 204.11&nbsp;ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ไทยมีแนวโน้มขยายการส่งออกไปยังตลาดใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง อาทิ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในส่วนของ<strong>การนำเข้ายางล้อรถยนต์นั่ง พบว่ามีมูลค่า 262.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.86 จากปีก่อนหน้า</strong> แหล่งนำเข้าสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ <u>จีน</u> มูลค่า 76.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ <u>ญี่ปุ่น</u> มูลค่า 46.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ<u>อินโดนีเซีย</u> มูลค่า 22.18&nbsp;ล้านดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผอ.สนค. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการวิเคราะห์ว่า ไทยยืนอยู่ใน <strong>&ldquo;ตำแหน่งที่ได้เปรียบ&rdquo;</strong> ในอุตสาหกรรมยางล้อรถยนต์นั่ง ทั้งในเชิงความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Revealed Comparative Advantage: RCA)&nbsp;ที่แสดงถึงความสามารถในการแข่งขันของไทยในอุตสาหกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับบทบาทการเป็นผู้ส่งออกรายสำคัญในตลาดโลก โดยความได้เปรียบดังกล่าวมีพื้นฐานจากการเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก การมีฐานการผลิตยางล้อของผู้ผลิตทั้งไทยและต่างชาติที่ตั้งโรงงานในประเทศ และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมการผลิตยางล้อรถยนต์นั่งของไทยในช่วงปี 2559&ndash;2568 มีอัตราการใช้กำลังการผลิตสูงอย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ร้อยละ 69&ndash;92 แสดงถึงศักยภาพการผลิตที่อยู่ในระดับสูง และชี้ว่าอุตสาหกรรมยางล้อของไทยยังคงมีพื้นที่รองรับการเติบโตตามความต้องการยางล้อรถยนต์ EV ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ดี ประเทศไทยอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการส่งเสริมการเปลี่ยนรถยนต์เก่าเป็นรถยนต์ใหม่ ภายใต้มาตรการ&ldquo;รถเก่าแลกรถใหม่ 2569&rdquo; ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดในหลายมิติ โดยหากมีการออกแบบมาตรการอย่างเหมาะสม อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนการบริโภคยางล้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายในประเทศ และช่วยต่อยอดความได้เปรียบของไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรมดังกล่าวในระยะต่อไป</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ <strong>ความได้เปรียบของไทยสอดรับกับดีมานด์ยางล้อของทั้งโลก</strong> ที่กำลังเปลี่ยนไปสู่สินค้าที่มีสมรรถนะสูง เปิดโอกาสให้ไทยสามารถเพิ่มการผลิตจากยางล้อรถยนต์ทั่วไปเป็นยางล้อรถยนต์ EV&nbsp;ซึ่งจะทำให้ไทยรักษา/เพิ่มส่วนแบ่งในตลาดโลกได้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการทางการค้า&nbsp;กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม และการแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง เนื่องจากไทยมี &ldquo;แต้มต่อ&rdquo; สำคัญ ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความพร้อมของอุตสาหกรรม ซึ่งเอื้อต่อการต่อยอดสู่ตลาดยางล้อสำหรับยานยนต์ไฟฟ้ามูลค่าสูงได้อย่างมีศักยภาพ</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โอกาสนี้ สนค. จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายตามแนวทาง <strong>&ldquo;ทำตาม &ndash; ทำเพิ่ม &ndash; ทำต่าง&rdquo;</strong> แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนยางล้อของไทยไปสู่ยางสมรรถนะสูงที่มีมูลค่าเพิ่ม และยกระดับสู่การเป็นฐานการผลิตยางล้อรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<strong>ทำตาม (Align with Standards)</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>(1) ภาคเอกชนยกระดับผลิตภัณฑ์และระบบคุณภาพสู่มาตรฐานยางล้อรถยนต์นั่งสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า</strong> โดยกำหนดแผนปรับแบบและสูตรยางให้สอดคล้องกับข้อกำหนดเชิงเทคนิคของยางล้อรถยนต์ไฟฟ้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>(2) ภาครัฐส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานการทดสอบ วิจัย และการรับรองยางล้อรถยนต์นั่งสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า</strong> เพื่อยกระดับสมรรถนะการทดสอบและการรับรองมาตรฐาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>(3) กระทรวงพาณิชย์ จัดทำระบบเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมต่อมาตรการทางการค้าในตลาดหลัก</strong> อาทิ จัดทำ &ldquo;ชุดมาตรการเตรียมความพร้อมเชิงรุก&rdquo; สำหรับผู้ส่งออก เพื่อรับมือความท้าทายทางการค้า</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>ทำเพิ่ม (Strategic Expansion)</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>(4) ภาคเอกชนปรับโครงสร้างจากการผลิตเชิงปริมาณสู่ยางสมรรถนะสูง และพัฒนาความร่วมมือ Co-develop/Co-design กับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>(5) ภาครัฐต่อยอดมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่มีอยู่ ไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานยางล้อรถยนต์นั่ง สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าให้เกิดการใช้จริง</strong> โดยต่อยอดจากการกำหนดเงื่อนไข Local Content และการรับรอง Made in Thailand (MiT) สู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานยางล้อรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อมโยงผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต่างชาติกับผู้ผลิตยางล้อและวัตถุดิบไทยในระยะยาว&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>(6) กระทรวงพาณิชย์ลดความเสี่ยงการพึ่งพาตลาดหลัก ด้วยการกระจายตลาดและใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA)</strong> รวมถึงการกำหนดแผนกระจายตลาดส่งออกเชิงรุก เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>ทำต่าง (Differentiate with Thai Strengths)</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>(7) ภาคเอกชนวางตำแหน่ง &quot;ยางล้อรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมจากยางธรรมชาติไทย&quot;</strong> พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>(8) ภาครัฐ ยกระดับห่วงโซ่อุปทาน &ldquo;ยางพารา - ยางแปรรูป - ยางล้อรถยนต์นั่งสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า&rdquo; ให้เป็นฐานมูลค่าเพิ่มในประเทศ</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>(9) กระทรวงพาณิชย์ ใช้ &ldquo;ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ&rdquo; เป็นฐานยกระดับการส่งเสริมการค้าเชิงคุณภาพ</strong> จัดทำยุทธศาสตร์ส่งเสริมการค้าเชิงคุณภาพ โดยรักษาตลาดหลักที่ไทยมีความได้เปรียบสูง อาทิ สหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ ควบคู่กับการเจาะตลาดใหม่ เช่น สหภาพยุโรป ตะวันออกกลาง และอาเซียน พร้อมผลักดันการสร้างแบรนด์ของผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก</p>

ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม: 

          สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ศึกษาสถานการณ์การค้ายางล้อไทย เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพในการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่การผลิต “ยางล้อสมรรถนะสูง” โดยใช้ความได้เปรียบเป็นแรงขับเคลื่อนสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยางล้อทั่วไปและยางล้อ EV 

          นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เปิดเผยว่า การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการยางล้อเปลี่ยนไปสู่ยางที่มีสมรรถนะสูงและมีคุณสมบัติเฉพาะทางมากขึ้น ซึ่งมีราคาเฉลี่ยสูงกว่ายางล้อทั่วไปประมาณ 1.2–1.5 เท่า หรือ มีมูลค่าเพิ่มต่อหน่วยสูงขึ้น สำหรับสถานการณ์การค้ายางล้อรถยนต์นั่งของโลก (HS 4011.10) ปี 2567 พบว่า มีมูลค่าการส่งออก 51,890.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.15 จากปีก่อนหน้า โดยประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 3 อันดับแรกของโลก ได้แก่ จีน มูลค่า 8,984.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เยอรมนี มูลค่า 4,164.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทย มูลค่า 3,795.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้นำการส่งออกของโลก ขณะที่ การนำเข้ายางล้อรถยนต์นั่งของโลกมีมูลค่า 49,484.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.27 จากปีก่อนหน้า โดยประเทศที่มีมูลค่าการนำเข้าสูงสุด 3 อันดับแรกของโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา มูลค่า 9,745.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เยอรมนี มูลค่า 5,376.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และฝรั่งเศส มูลค่า 3,187.93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

          สำหรับสถานการณ์การค้ายางล้อรถยนต์นั่งของไทย ปี 2568 พบว่า มีมูลค่าการส่งออก 3,875.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.12 จากปีก่อนหน้า ตลาดส่งออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา มูลค่า 1,997.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เกาหลีใต้ มูลค่า 316.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และญี่ปุ่น มูลค่า 204.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ไทยมีแนวโน้มขยายการส่งออกไปยังตลาดใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง อาทิ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในส่วนของการนำเข้ายางล้อรถยนต์นั่ง พบว่ามีมูลค่า 262.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.86 จากปีก่อนหน้า แหล่งนำเข้าสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน มูลค่า 76.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ญี่ปุ่น มูลค่า 46.30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอินโดนีเซีย มูลค่า 22.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

           ผอ.สนค. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการวิเคราะห์ว่า ไทยยืนอยู่ใน “ตำแหน่งที่ได้เปรียบ” ในอุตสาหกรรมยางล้อรถยนต์นั่ง ทั้งในเชิงความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Revealed Comparative Advantage: RCA) ที่แสดงถึงความสามารถในการแข่งขันของไทยในอุตสาหกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับบทบาทการเป็นผู้ส่งออกรายสำคัญในตลาดโลก โดยความได้เปรียบดังกล่าวมีพื้นฐานจากการเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก การมีฐานการผลิตยางล้อของผู้ผลิตทั้งไทยและต่างชาติที่ตั้งโรงงานในประเทศ และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมการผลิตยางล้อรถยนต์นั่งของไทยในช่วงปี 2559–2568 มีอัตราการใช้กำลังการผลิตสูงอย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ร้อยละ 69–92 แสดงถึงศักยภาพการผลิตที่อยู่ในระดับสูง และชี้ว่าอุตสาหกรรมยางล้อของไทยยังคงมีพื้นที่รองรับการเติบโตตามความต้องการยางล้อรถยนต์ EV ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ดี ประเทศไทยอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการส่งเสริมการเปลี่ยนรถยนต์เก่าเป็นรถยนต์ใหม่ ภายใต้มาตรการ“รถเก่าแลกรถใหม่ 2569” ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดในหลายมิติ โดยหากมีการออกแบบมาตรการอย่างเหมาะสม อาจเป็นปัจจัยสนับสนุนการบริโภคยางล้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายในประเทศ และช่วยต่อยอดความได้เปรียบของไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรมดังกล่าวในระยะต่อไป

          ทั้งนี้ ความได้เปรียบของไทยสอดรับกับดีมานด์ยางล้อของทั้งโลก ที่กำลังเปลี่ยนไปสู่สินค้าที่มีสมรรถนะสูง เปิดโอกาสให้ไทยสามารถเพิ่มการผลิตจากยางล้อรถยนต์ทั่วไปเป็นยางล้อรถยนต์ EV ซึ่งจะทำให้ไทยรักษา/เพิ่มส่วนแบ่งในตลาดโลกได้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการทางการค้า กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม และการแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง เนื่องจากไทยมี “แต้มต่อ” สำคัญ ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และความพร้อมของอุตสาหกรรม ซึ่งเอื้อต่อการต่อยอดสู่ตลาดยางล้อสำหรับยานยนต์ไฟฟ้ามูลค่าสูงได้อย่างมีศักยภาพ

          โอกาสนี้ สนค. จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายตามแนวทาง “ทำตาม – ทำเพิ่ม – ทำต่าง” แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนยางล้อของไทยไปสู่ยางสมรรถนะสูงที่มีมูลค่าเพิ่ม และยกระดับสู่การเป็นฐานการผลิตยางล้อรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค ดังนี้
          ทำตาม (Align with Standards)
          (1) ภาคเอกชนยกระดับผลิตภัณฑ์และระบบคุณภาพสู่มาตรฐานยางล้อรถยนต์นั่งสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยกำหนดแผนปรับแบบและสูตรยางให้สอดคล้องกับข้อกำหนดเชิงเทคนิคของยางล้อรถยนต์ไฟฟ้า
          (2) ภาครัฐส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานการทดสอบ วิจัย และการรับรองยางล้อรถยนต์นั่งสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อยกระดับสมรรถนะการทดสอบและการรับรองมาตรฐาน
          (3) กระทรวงพาณิชย์ จัดทำระบบเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมต่อมาตรการทางการค้าในตลาดหลัก อาทิ จัดทำ “ชุดมาตรการเตรียมความพร้อมเชิงรุก” สำหรับผู้ส่งออก เพื่อรับมือความท้าทายทางการค้า

          ทำเพิ่ม (Strategic Expansion)
          (4) ภาคเอกชนปรับโครงสร้างจากการผลิตเชิงปริมาณสู่ยางสมรรถนะสูง และพัฒนาความร่วมมือ Co-develop/Co-design กับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ
          (5) ภาครัฐต่อยอดมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่มีอยู่ ไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานยางล้อรถยนต์นั่ง สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าให้เกิดการใช้จริง โดยต่อยอดจากการกำหนดเงื่อนไข Local Content และการรับรอง Made in Thailand (MiT) สู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานยางล้อรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อมโยงผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต่างชาติกับผู้ผลิตยางล้อและวัตถุดิบไทยในระยะยาว 
          (6) กระทรวงพาณิชย์ลดความเสี่ยงการพึ่งพาตลาดหลัก ด้วยการกระจายตลาดและใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) รวมถึงการกำหนดแผนกระจายตลาดส่งออกเชิงรุก เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง

          ทำต่าง (Differentiate with Thai Strengths)
          (7) ภาคเอกชนวางตำแหน่ง "ยางล้อรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมจากยางธรรมชาติไทย" พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน
          (8) ภาครัฐ ยกระดับห่วงโซ่อุปทาน “ยางพารา - ยางแปรรูป - ยางล้อรถยนต์นั่งสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า” ให้เป็นฐานมูลค่าเพิ่มในประเทศ
          (9) กระทรวงพาณิชย์ ใช้ “ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ” เป็นฐานยกระดับการส่งเสริมการค้าเชิงคุณภาพ จัดทำยุทธศาสตร์ส่งเสริมการค้าเชิงคุณภาพ โดยรักษาตลาดหลักที่ไทยมีความได้เปรียบสูง อาทิ สหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ ควบคู่กับการเจาะตลาดใหม่ เช่น สหภาพยุโรป ตะวันออกกลาง และอาเซียน พร้อมผลักดันการสร้างแบรนด์ของผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก

เผยแพร่เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569