ชู “ผำ” ซูเปอร์ฟู้ดสัญชาติไทย! สนค. ชี้เป้าขุมทรัพย์ใหม่ ดัน Future Food ไทยผงาดตลาดโปรตีนพืชโลก

ชู “ผำ” ซูเปอร์ฟู้ดสัญชาติไทย! สนค. ชี้เป้าขุมทรัพย์ใหม่ ดัน Future Food ไทยผงาดตลาดโปรตีนพืชโลก

avatar

Administrator


45


<p><strong>ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม:&nbsp;</strong><a href="https://uploads.tpso.go.th/editor/pdf/1778723247_963af858a29a1ffa83de.pdf" target="_blank">1778723247_963af858a29a1ffa83de.pdf</a></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <em>สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แนะ &ldquo;ซูเปอร์ฟู้ด&rdquo; ไทย หนุน &ldquo;ผำ หรือไข่ผำ (Wolffia)&rdquo; เป็นโปรดักส์แชมเปี้ยนตัวใหม่ ชูจุดเด่นโภชนาการสูง ปลูกง่าย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์เมกะเทรนด์โปรตีนพืช (Plant-based) ของโลก แนะผู้ประกอบการไทยยกระดับการผลิตสู่มาตรฐานสากล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าเกษตรสู่ &ldquo;อาหารแห่งอนาคต&rdquo; ที่บริโภคได้หลากหลายรูปแบบ&nbsp;</em></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ชี้ว่าปัจจุบันผู้บริโภคมีพฤติกรรมการบริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งภาคเกษตรทั่วโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น &ldquo;ผำ&rdquo; ซึ่งเป็นพืชอาหารพื้นบ้านดั้งเดิมของไทย จึงตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและความยั่งยืนได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยผำมีโปรตีนประมาณ 30-50% ของน้ำหนักแห้ง พร้อมกรดอะมิโนจำเป็นใกล้เคียงกับโปรตีนจากสัตว์ อุดมด้วยใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินบี ธาตุเหล็ก แคลเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการโปรตีนทางเลือกและอาหารสุขภาพจากธรรมชาติที่ผ่านการแปรรูปต่ำ&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในด้านสิ่งแวดล้อม ผำดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี เติบโตเร็ว และใช้ทรัพยากรต่ำ เป็นพืชน้ำจืดที่ใช้น้ำน้อย ใช้พื้นที่น้อย เลี้ยงในพื้นที่จำกัดและไม่ต้องใช้สารปราบศัตรูพืช ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าพืชโปรตีนอื่น และเก็บผลผลิตขายได้ทุกวัน สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง และสามารถพัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ที่สนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ศักยภาพของผำสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอาหาร (Food Tech) เช่น บริษัท แอดวานซ์ กรีนฟาร์ม จำกัด (ผู้พัฒนานวัตกรรมแบรนด์ flo Wolffia), ฟาร์มบ้านไข่ผำ, Wolffia Bangkok และ Wolffia Plus ที่ได้เปิดเผยข้อมูลว่า การยกระดับการเพาะเลี้ยงด้วยนวัตกรรมฟาร์มระบบปิดสามารถดันปริมาณโปรตีนในผำให้สูงถึง 40% และภาคเอกชนได้พิสูจน์ให้เห็นถึง &ldquo;มูลค่าเพิ่ม&rdquo; จากการแปรรูปผำสดเป็นผลิตภัณฑ์พรีเมียมอย่างผงโปรตีนอบแห้งที่มีมูลค่าสูงถึง 3,000 - 5,000 บาทต่อกิโลกรัม ขณะนี้ ผู้ประกอบการหลายแห่งกำลังเร่งขยายการส่งออกสู่ตลาดอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลางและญี่ปุ่น ที่ต้องการพืชโปรตีนที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ และมีวิตามินบี 12 ซึ่งหาได้ยากในพืชทั่วไป จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าภาคธุรกิจพร้อมที่จะดันผำไทยให้เป็น &ldquo;ทองคำสีเขียว&rdquo; แห่งวงการโปรตีนทางเลือกโลก</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาของไทย เช่น กรมวิชาการเกษตร สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) และมหาวิทยาลัยมหิดล ก็เร่งยกระดับศักยภาพของผำไทย ในช่วงปี 2567-2568 ข้อมูลจากการวิจัยและพัฒนาของภาครัฐระบุว่า ไทยประสบความสำเร็จในการพัฒนาสายพันธุ์ผำระดับซูเปอร์ฟู้ดคุณภาพสูงถึง 3 สายพันธุ์ ที่ให้โปรตีนสูง 46 - 48.6%<sup>1</sup>&nbsp;และกำลังเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงผ่าน &ldquo;ฟาร์มผำต้นแบบระดับอุตสาหกรรม&rdquo; เชิงพาณิชย์ ตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) เพื่อรับประกันผลผลิตที่สะอาด ปลอดภัย และปราศจากการปนเปื้อน ปูทางสู่การรับรองมาตรฐานสากลและก้าวเป็น &ldquo;อาหารแห่งอนาคต&rdquo; (Future Food) ที่ตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหารโลกได้อย่างยั่งยืน</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จากการลงพื้นที่ของ สนค. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้ &ldquo;โครงการศึกษาการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจวัตถุดิบฟังก์ชัน (Functional Ingredients) สู่อาหารฟังก์ชัน (Functional Foods) มูลค่าสูง&rdquo; ผศ. ดร.เมธา มีแต้ม ผู้ก่อตั้งบริษัท แอดวานซ์ กรีนฟาร์ม จำกัด เจ้าของแบรนด์ &ldquo;flo Wolffia&rdquo; เปิดเผยวิสัยทัศน์ที่มุ่งผลักดันผำไทยให้เป็น &ldquo;Global Solution to Sustainability &amp; Health&rdquo; ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและความยั่งยืนระดับโลก โดยชูจุดเด่นด้านเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงที่ช่วยให้ผำเจริญเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพตลอดเวลา จนสามารถเพิ่มปริมาณโปรตีนและสารอาหารให้สูงกว่าผำที่พบในแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วไป อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันระบบนิเวศการเพาะเลี้ยงจะขยายตัวตั้งแต่ฟาร์มขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ที่ผลิตผำสดได้มากกว่า 500 กิโลกรัมต่อวัน แต่อุปสรรคสำคัญคือ &ldquo;ต้นทุนการแปรรูป&rdquo; โดยเฉพาะการอบแห้งผำที่ยังมีต้นทุนสูง และยังไม่มีเครื่องจักรในอุตสาหกรรมที่ออกแบบเพื่อการอบผำโดยเฉพาะ ผศ. ดร.เมธา จึงเสนอให้ภาครัฐและภาคเอกชนสนับสนุนการจัดตั้ง &ldquo;ศูนย์แปรรูป&rdquo; (Processing Center) เพื่อทลายกำแพงต้นทุนและสร้างมาตรฐานการผลิต ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์ในราคาที่จับต้องได้ พร้อมแนะภาครัฐเร่งประชาสัมพันธ์คุณประโยชน์ของผำ เพื่อกระตุ้นความต้องการของตลาด และผลักดันให้อุตสาหกรรมอาหารหันมาใช้ผำเป็นวัตถุดิบหลักอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สนค. ยังได้ศึกษาข้อมูลการสำรวจจากสถาบันวิจัยระดับสากล ที่เปิดเผยโอกาสทางธุรกิจของผำ รายงานจาก DataM Intelligence<sup>2</sup>&nbsp;ประเมินว่า ตลาดโปรตีนจากแหนเป็ด (Duckweed Protein Market) พืชตระกูลเดียวกับผำ ในปี 2568 มีมูลค่าราว 179.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะสูงถึง 344.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2576 ด้วยอัตราการเติบโต (CAGR) ถึง 8.5% ต่อปี โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกครองส่วนแบ่งตลาดใหญ่สุดถึง 45% สอดคล้องกับรายงานของ Global Market Insights ที่ระบุว่า ผลิตภัณฑ์แหนเป็ดในรูปแบบ &ldquo;ผง (Powder)&rdquo; ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดกว่า 66.3% เนื่องจากความต้องการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เช่นเดียวกับกรณีของสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอาหารในสหรัฐอเมริกาอย่าง Plantible Foods<sup>3</sup>&nbsp;สามารถระดมทุนในระดับ Series B ได้สูงถึง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,000 ล้านบาท) เพื่อขยายกำลังการผลิตโปรตีนจากแหนเป็ดโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ยังมีสตาร์ทอัพจากญี่ปุ่นอย่าง Floatmeal<sup>4</sup> ที่กำลังเตรียมขยายฐานการผลิตผำ (Wolffia) ระดับอุตสาหกรรมในไทย โดยชูจุดเด่นเรื่องความยั่งยืนว่าผำใช้น้ำและพื้นที่น้อยกว่าพืชเกษตรดั้งเดิมหลายสิบเท่า การเติบโตของตลาดโลก คือสัญญาณที่ชี้โอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมผำ และพืชในตระกูลแหนเป็ดที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรพลาด</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายนันทพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า &ldquo;สำหรับผู้ประกอบการไทย ผำคือโอกาสในการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ขายวัตถุดิบมาเป็นผู้แปรรูปซูเปอร์ฟู้ด ภาครัฐสามารถช่วยประชาสัมพันธ์คุณสมบัติและคุณประโยชน์ของผำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งผำยังมีโอกาสเติบโตอีกมากในอนาคต ตามเทรนด์ตลาดสุขภาพที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยจุดแข็งด้าน Plant-Based และการติดฉลากคลีน (Clean Label) จะทำให้ผำก้าวข้ามตลาดเฉพาะกลุ่มขึ้นแท่นอาหารแห่งอนาคต (Future Food) เพื่อใช้เป็นใบเบิกทางเข้าสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อสูงได้อย่างยั่งยืน โอกาสทางธุรกิจจึงไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้มากกว่าเดิม แต่อยู่ที่การผลิตให้ &lsquo;ตอบโจทย์ตลาดและผู้บริโภค&rsquo; มากขึ้น&rdquo;</p>

<hr />
<p><sup>1</sup> https://www.khaosod.co.th/technologychaoban/techno-news/article_300958<br />
<sup>2</sup> https://www.datamintelligence.com/research-report/duckweed-protein-market<br />
<sup>3</sup> https://agfundernews.com/plantible-foods-raises-30m-series-b-to-scale-duckweed-protein-deliver-on-multi-million-dollar-offtake-agreements<br />
<sup>4</sup> https://www.japan.go.jp/kizuna/2025/09/wolffia_tiny_superfood.html</p>

ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม: 

          สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แนะ “ซูเปอร์ฟู้ด” ไทย หนุน “ผำ หรือไข่ผำ (Wolffia)” เป็นโปรดักส์แชมเปี้ยนตัวใหม่ ชูจุดเด่นโภชนาการสูง ปลูกง่าย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์เมกะเทรนด์โปรตีนพืช (Plant-based) ของโลก แนะผู้ประกอบการไทยยกระดับการผลิตสู่มาตรฐานสากล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าเกษตรสู่ “อาหารแห่งอนาคต” ที่บริโภคได้หลากหลายรูปแบบ 

          นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ชี้ว่าปัจจุบันผู้บริโภคมีพฤติกรรมการบริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งภาคเกษตรทั่วโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น “ผำ” ซึ่งเป็นพืชอาหารพื้นบ้านดั้งเดิมของไทย จึงตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและความยั่งยืนได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยผำมีโปรตีนประมาณ 30-50% ของน้ำหนักแห้ง พร้อมกรดอะมิโนจำเป็นใกล้เคียงกับโปรตีนจากสัตว์ อุดมด้วยใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินบี ธาตุเหล็ก แคลเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการโปรตีนทางเลือกและอาหารสุขภาพจากธรรมชาติที่ผ่านการแปรรูปต่ำ 

          ในด้านสิ่งแวดล้อม ผำดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี เติบโตเร็ว และใช้ทรัพยากรต่ำ เป็นพืชน้ำจืดที่ใช้น้ำน้อย ใช้พื้นที่น้อย เลี้ยงในพื้นที่จำกัดและไม่ต้องใช้สารปราบศัตรูพืช ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าพืชโปรตีนอื่น และเก็บผลผลิตขายได้ทุกวัน สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง และสามารถพัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ที่สนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)

          ศักยภาพของผำสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอาหาร (Food Tech) เช่น บริษัท แอดวานซ์ กรีนฟาร์ม จำกัด (ผู้พัฒนานวัตกรรมแบรนด์ flo Wolffia), ฟาร์มบ้านไข่ผำ, Wolffia Bangkok และ Wolffia Plus ที่ได้เปิดเผยข้อมูลว่า การยกระดับการเพาะเลี้ยงด้วยนวัตกรรมฟาร์มระบบปิดสามารถดันปริมาณโปรตีนในผำให้สูงถึง 40% และภาคเอกชนได้พิสูจน์ให้เห็นถึง “มูลค่าเพิ่ม” จากการแปรรูปผำสดเป็นผลิตภัณฑ์พรีเมียมอย่างผงโปรตีนอบแห้งที่มีมูลค่าสูงถึง 3,000 - 5,000 บาทต่อกิโลกรัม ขณะนี้ ผู้ประกอบการหลายแห่งกำลังเร่งขยายการส่งออกสู่ตลาดอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลางและญี่ปุ่น ที่ต้องการพืชโปรตีนที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ และมีวิตามินบี 12 ซึ่งหาได้ยากในพืชทั่วไป จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าภาคธุรกิจพร้อมที่จะดันผำไทยให้เป็น “ทองคำสีเขียว” แห่งวงการโปรตีนทางเลือกโลก

          ด้านหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาของไทย เช่น กรมวิชาการเกษตร สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) และมหาวิทยาลัยมหิดล ก็เร่งยกระดับศักยภาพของผำไทย ในช่วงปี 2567-2568 ข้อมูลจากการวิจัยและพัฒนาของภาครัฐระบุว่า ไทยประสบความสำเร็จในการพัฒนาสายพันธุ์ผำระดับซูเปอร์ฟู้ดคุณภาพสูงถึง 3 สายพันธุ์ ที่ให้โปรตีนสูง 46 - 48.6%1 และกำลังเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงผ่าน “ฟาร์มผำต้นแบบระดับอุตสาหกรรม” เชิงพาณิชย์ ตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) เพื่อรับประกันผลผลิตที่สะอาด ปลอดภัย และปราศจากการปนเปื้อน ปูทางสู่การรับรองมาตรฐานสากลและก้าวเป็น “อาหารแห่งอนาคต” (Future Food) ที่ตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหารโลกได้อย่างยั่งยืน

         จากการลงพื้นที่ของ สนค. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้ “โครงการศึกษาการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจวัตถุดิบฟังก์ชัน (Functional Ingredients) สู่อาหารฟังก์ชัน (Functional Foods) มูลค่าสูง” ผศ. ดร.เมธา มีแต้ม ผู้ก่อตั้งบริษัท แอดวานซ์ กรีนฟาร์ม จำกัด เจ้าของแบรนด์ “flo Wolffia” เปิดเผยวิสัยทัศน์ที่มุ่งผลักดันผำไทยให้เป็น “Global Solution to Sustainability & Health” ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและความยั่งยืนระดับโลก โดยชูจุดเด่นด้านเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงที่ช่วยให้ผำเจริญเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพตลอดเวลา จนสามารถเพิ่มปริมาณโปรตีนและสารอาหารให้สูงกว่าผำที่พบในแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วไป อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันระบบนิเวศการเพาะเลี้ยงจะขยายตัวตั้งแต่ฟาร์มขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ที่ผลิตผำสดได้มากกว่า 500 กิโลกรัมต่อวัน แต่อุปสรรคสำคัญคือ “ต้นทุนการแปรรูป” โดยเฉพาะการอบแห้งผำที่ยังมีต้นทุนสูง และยังไม่มีเครื่องจักรในอุตสาหกรรมที่ออกแบบเพื่อการอบผำโดยเฉพาะ ผศ. ดร.เมธา จึงเสนอให้ภาครัฐและภาคเอกชนสนับสนุนการจัดตั้ง “ศูนย์แปรรูป” (Processing Center) เพื่อทลายกำแพงต้นทุนและสร้างมาตรฐานการผลิต ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์ในราคาที่จับต้องได้ พร้อมแนะภาครัฐเร่งประชาสัมพันธ์คุณประโยชน์ของผำ เพื่อกระตุ้นความต้องการของตลาด และผลักดันให้อุตสาหกรรมอาหารหันมาใช้ผำเป็นวัตถุดิบหลักอย่างเป็นรูปธรรม

          สนค. ยังได้ศึกษาข้อมูลการสำรวจจากสถาบันวิจัยระดับสากล ที่เปิดเผยโอกาสทางธุรกิจของผำ รายงานจาก DataM Intelligence2 ประเมินว่า ตลาดโปรตีนจากแหนเป็ด (Duckweed Protein Market) พืชตระกูลเดียวกับผำ ในปี 2568 มีมูลค่าราว 179.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะสูงถึง 344.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2576 ด้วยอัตราการเติบโต (CAGR) ถึง 8.5% ต่อปี โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกครองส่วนแบ่งตลาดใหญ่สุดถึง 45% สอดคล้องกับรายงานของ Global Market Insights ที่ระบุว่า ผลิตภัณฑ์แหนเป็ดในรูปแบบ “ผง (Powder)” ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดกว่า 66.3% เนื่องจากความต้องการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เช่นเดียวกับกรณีของสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอาหารในสหรัฐอเมริกาอย่าง Plantible Foods3 สามารถระดมทุนในระดับ Series B ได้สูงถึง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,000 ล้านบาท) เพื่อขยายกำลังการผลิตโปรตีนจากแหนเป็ดโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ยังมีสตาร์ทอัพจากญี่ปุ่นอย่าง Floatmeal4 ที่กำลังเตรียมขยายฐานการผลิตผำ (Wolffia) ระดับอุตสาหกรรมในไทย โดยชูจุดเด่นเรื่องความยั่งยืนว่าผำใช้น้ำและพื้นที่น้อยกว่าพืชเกษตรดั้งเดิมหลายสิบเท่า การเติบโตของตลาดโลก คือสัญญาณที่ชี้โอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมผำ และพืชในตระกูลแหนเป็ดที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรพลาด

          นายนันทพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “สำหรับผู้ประกอบการไทย ผำคือโอกาสในการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ขายวัตถุดิบมาเป็นผู้แปรรูปซูเปอร์ฟู้ด ภาครัฐสามารถช่วยประชาสัมพันธ์คุณสมบัติและคุณประโยชน์ของผำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งผำยังมีโอกาสเติบโตอีกมากในอนาคต ตามเทรนด์ตลาดสุขภาพที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยจุดแข็งด้าน Plant-Based และการติดฉลากคลีน (Clean Label) จะทำให้ผำก้าวข้ามตลาดเฉพาะกลุ่มขึ้นแท่นอาหารแห่งอนาคต (Future Food) เพื่อใช้เป็นใบเบิกทางเข้าสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อสูงได้อย่างยั่งยืน โอกาสทางธุรกิจจึงไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้มากกว่าเดิม แต่อยู่ที่การผลิตให้ ‘ตอบโจทย์ตลาดและผู้บริโภค’ มากขึ้น”


1 https://www.khaosod.co.th/technologychaoban/techno-news/article_300958
2 https://www.datamintelligence.com/research-report/duckweed-protein-market
3 https://agfundernews.com/plantible-foods-raises-30m-series-b-to-scale-duckweed-protein-deliver-on-multi-million-dollar-offtake-agreements
4 https://www.japan.go.jp/kizuna/2025/09/wolffia_tiny_superfood.html

เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569