น้ำมันปาล์มไทยเปิดเกมรุกสู่จีน เพิ่มโอกาสกระจายตลาดส่งออก

น้ำมันปาล์มไทยเปิดเกมรุกสู่จีน เพิ่มโอกาสกระจายตลาดส่งออก

avatar

Administrator


148


<p><strong>ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม:&nbsp;</strong><a href="https://uploads.tpso.go.th/editor/pdf/1769657111_9739b97c0ba0833b692b.pdf" target="_blank">1769657111_9739b97c0ba0833b692b.pdf</a></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยแนวโน้มส่งออกน้ำมันปาล์มไทยขยายตัวต่อเนื่องในตลาดจีน ซึ่งเริ่มกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน อานิสงส์จากสงครามการค้าและราคาที่แข่งขันได้ ทำให้น้ำมันปาล์มไทยสามารถกระจายตลาดส่งออกได้เพิ่มขึ้น สอดคล้องตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ในการรักษาตลาดเดิมและบุกตลาดใหม่&nbsp;</strong></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากรายงานของ American Oil Chemists&#39; Society ระบุว่า จีนเป็นผู้<strong>บริโภคน้ำมันพืช</strong>รายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นประเทศที่มีการ<strong>บริโภคน้ำมันปาล์ม</strong>เป็นอันดับ 3 ของโลก คิดเป็นสัดส่วน 5.36% (รองจากอินโดนีเซีย และอินเดีย)<sup>1</sup> การบริโภคน้ำมันปาล์มในจีนคิดเป็น 18%<sup>2</sup> ของการบริโภคน้ำมันพืชทั้งหมดในประเทศ ปัจจุบันจีนมีแนวโน้มนำเข้าน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น เนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น น้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมอาหารของจีน มีจุดเด่นด้านต้นทุนการผลิตต่ำและแปรรูปได้หลากหลาย ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวจีนที่มองหาสินค้าราคาคุ้มค่าแต่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพที่ดี<sup>3</sup> โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การส่งออกน้ำมันปาล์ม<sup>4</sup> ของไทยไปจีนมีอัตราเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 48.23% ต่อปี และการเติบโตในปี 2567 เพิ่มขึ้นกว่า 280.47% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่ปี 2568 การส่งออกน้ำมันปาล์มของไทยไปจีนมีมูลค่ากว่า 83.44 ล้านเหรียญสหรัฐ (2,707 ล้านบาท)<sup>5</sup> เพิ่มขึ้น 85.38% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า <strong>จากปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ 3 ด้าน</strong> ได้แก่&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>1. นโยบายไบโอดีเซลอินโดนีเซีย ทำให้อุปทานโลกตึงตัว</strong> อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันปาล์มอันดับ 1 ของโลก (ส่วนแบ่งมูลค่าตลาด 48.13% ในปี 2567) และเป็นแหล่งนำเข้าหลักของจีน มีแผนปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลจาก B40 เป็น B50 ภายในปี 2569 ทำให้ปริมาณน้ำมันปาล์มเพื่อการส่งออกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อุปทานในตลาดโลกตึงตัวและราคาพุ่งสูงขึ้น&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<strong>2. นโยบาย Dual Circulation ของรัฐบาลจีน</strong> ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยใช้การหมุนเวียนของทั้งเศรษฐกิจภายในประเทศและต่างประเทศเกื้อหนุนกัน เพื่อพึ่งพาตนเองให้มากขึ้น เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และกระจายแหล่งนำเข้าวัตถุดิบ ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้จีนนำเข้าน้ำมันปาล์มจากไทยเพิ่มขึ้น แม้จีนจะยังพึ่งพาอินโดนีเซียและมาเลเซียรวมกันกว่า 90% แต่นโยบายดังกล่าว ได้เปิดช่องให้ไทยมีโอกาสช่วงชิงส่วนแบ่งการส่งออกในตลาดจีนมากขึ้น รวมทั้งประเด็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ คาดว่าจะทำให้จีนกระจายความเสี่ยงด้วยการลดการนำเข้าถั่วเหลืองและเพิ่มความต้องการน้ำมันปาล์มเพื่อทดแทน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<strong>3.</strong> <strong>ต้นทุนและราคาที่แข่งขันได้</strong> ข้อมูลจาก World Bank Commodities Price Data พบว่า ปี 2568 ราคาน้ำมันปาล์มมีราคาถูกว่าน้ำมันถั่วเหลือง (ราคาน้ำมันปาล์มเฉลี่ยอยู่ที่ 1,006.98 เหรียญสหรัฐต่อตัน และราคาน้ำมันถั่วเหลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 1,139.87 เหรียญสหรัฐต่อตัน) ทำให้ผู้นำเข้าจีนเลือกใช้น้ำมันปาล์มเป็นสินค้าทดแทน&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>นางกุลธิดา บัณฑุรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู</strong> ให้ข้อมูลว่า จีนมีแนวโน้มต้องการสินค้าที่มีมาตรฐานสูงและตรวจสอบย้อนกลับได้มากขึ้น ซึ่งน้ำมันปาล์มของไทยถือว่ามีความได้เปรียบคู่แข่งทั้งด้านคุณภาพมาตรฐานและศักยภาพด้านความยั่งยืน รวมถึงผู้ประกอบการไทยยังได้รับประโยชน์จากการลดภาษีภายใต้ RCEP และ FTA อาเซียน-จีน (ACFTA) ที่ช่วยลดต้นทุนการเข้าสู่ตลาดจีน นอกจากนี้ ไทยยังมีโอกาสขยายการผลิตน้ำมันปาล์มสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ น้ำมันออร์แกนิก และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ที่สอดคล้องกับทิศทางพลังงานสะอาดของจีน และยังสามารถพัฒนาความร่วมมือกับผู้แปรรูปในพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญอย่างกวางตุ้ง เซี่ยงไฮ้ และซานตง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางการค้า</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>นายอัสนี มาลัมพุช นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม</strong> ให้ข้อมูลว่า ไทยกำลังพัฒนาบทบาทสู่ผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มในตลาดโลก จากเสถียรภาพด้านอุปทานที่มีผลผลิตสม่ำเสมอต่อเนื่อง และพื้นที่ปลูกปาล์มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ไทยมีผลผลิตสำหรับส่งออกได้เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา จีนต้องการกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานและเพิ่มอำนาจต่อรองด้านราคาจากคู่ค้าเดิม นอกจากนี้ ความนิยมซื้อน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์มากกว่าน้ำมันปาล์มดิบยังเป็นโอกาสให้ไทยเพิ่มมูลค่าผลผลิต ทั้งนี้ ในการพัฒนาสินค้าปาล์มน้ำมัน ไทยควรชูภาพลักษณ์ &ldquo;Thailand Brand&rdquo; ที่มีคุณภาพน่าเชื่อถือและใส่ใจสิ่งแวดล้อม รวมถึงพัฒนาพันธุ์ปาล์มที่เหมาะกับประเทศไทย ให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมการปลูกปาล์มอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) ซึ่งเป็นแนวโน้มที่จะตอบโจทย์ตลาดทั่วโลก&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายนันทพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า &ldquo;น้ำมันปาล์มไทย ยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของโอกาสใหม่ในตลาดโลกที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับสินค้าเกษตรไทย และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มกว่า 400,000 ครัวเรือน รวมถึงลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดอินเดียที่มีสัดส่วนกว่า 77% ของการส่งออกน้ำมันปาล์มของไทย ทั้งนี้ จากความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในอุตสาหกรรมอาหารของจีน นโยบายการกระจายแหล่งนำเข้าของจีน และราคาที่แข่งขันได้ของน้ำมันปาล์ม ตลาดจีนจึงเป็นโอกาสสำหรับไทย ผู้ประกอบการไทยควรใช้โอกาสนี้ ในการขับเคลื่อนกลยุทธ์การส่งออกน้ำมันปาล์มในตลาดจีน ประกอบด้วย (1) การพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะทางเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ น้ำมันออร์แกนิก และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ตลอดจนผลิตน้ำมันปาล์มสำหรับอุตสาหกรรมเบเกอรี่และครีมเทียม รวมถึงผลิตภัณฑ์ปลอดไขมันทรานส์ เพื่อตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพในตลาดจีน (2) การตลาดเชิงรุก โดยใช้ช่องทางดิจิทัล เช่น Alibaba และ WeChat เพื่อสร้างการรับรู้และตอกย้ำด้านคุณภาพ และเข้าถึงผู้ซื้อในกลุ่ม B2B ในกลุ่มเมืองระดับสองและสาม (3) ใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า เช่น ข้อตกลง RCEP และ ACFTA เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและภาษี และ (4) สร้างความเชื่อมั่นของสินค้าและยกระดับสู่มาตรฐานยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพของสินค้าน้ำมันปาล์มไทย</p>

<hr />
<p><sup>1</sup> กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA)<br />
<sup>2</sup> https://www.aocs.org/resource/chinas-evolving-edible-oils-industry/ (ข้อมูลเผยแพร่ 3 ต.ค. 2567)<br />
<sup>3</sup> https://www.ditp.go.th/post/rb1w7u5u4bk8pcvhlk3dwzhb<br />
<sup>4</sup>&nbsp;Trade Report: พิกัดศุลกากร 1511.00 1513.21 1513.29<br />
<sup>5</sup> ปี 2567 ไทยส่งออกน้ำมันปาล์มไปจีน 45.01 ล้านเหรียญสหรัฐ</p>

ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม: 

          นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยแนวโน้มส่งออกน้ำมันปาล์มไทยขยายตัวต่อเนื่องในตลาดจีน ซึ่งเริ่มกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน อานิสงส์จากสงครามการค้าและราคาที่แข่งขันได้ ทำให้น้ำมันปาล์มไทยสามารถกระจายตลาดส่งออกได้เพิ่มขึ้น สอดคล้องตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ในการรักษาตลาดเดิมและบุกตลาดใหม่ 

          จากรายงานของ American Oil Chemists' Society ระบุว่า จีนเป็นผู้บริโภคน้ำมันพืชรายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นประเทศที่มีการบริโภคน้ำมันปาล์มเป็นอันดับ 3 ของโลก คิดเป็นสัดส่วน 5.36% (รองจากอินโดนีเซีย และอินเดีย)1 การบริโภคน้ำมันปาล์มในจีนคิดเป็น 18%2 ของการบริโภคน้ำมันพืชทั้งหมดในประเทศ ปัจจุบันจีนมีแนวโน้มนำเข้าน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น เนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น น้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมอาหารของจีน มีจุดเด่นด้านต้นทุนการผลิตต่ำและแปรรูปได้หลากหลาย ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวจีนที่มองหาสินค้าราคาคุ้มค่าแต่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพที่ดี3 โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การส่งออกน้ำมันปาล์ม4 ของไทยไปจีนมีอัตราเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 48.23% ต่อปี และการเติบโตในปี 2567 เพิ่มขึ้นกว่า 280.47% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่ปี 2568 การส่งออกน้ำมันปาล์มของไทยไปจีนมีมูลค่ากว่า 83.44 ล้านเหรียญสหรัฐ (2,707 ล้านบาท)5 เพิ่มขึ้น 85.38% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 

          1. นโยบายไบโอดีเซลอินโดนีเซีย ทำให้อุปทานโลกตึงตัว อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันปาล์มอันดับ 1 ของโลก (ส่วนแบ่งมูลค่าตลาด 48.13% ในปี 2567) และเป็นแหล่งนำเข้าหลักของจีน มีแผนปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลจาก B40 เป็น B50 ภายในปี 2569 ทำให้ปริมาณน้ำมันปาล์มเพื่อการส่งออกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อุปทานในตลาดโลกตึงตัวและราคาพุ่งสูงขึ้น 
          2. นโยบาย Dual Circulation ของรัฐบาลจีน ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยใช้การหมุนเวียนของทั้งเศรษฐกิจภายในประเทศและต่างประเทศเกื้อหนุนกัน เพื่อพึ่งพาตนเองให้มากขึ้น เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และกระจายแหล่งนำเข้าวัตถุดิบ ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้จีนนำเข้าน้ำมันปาล์มจากไทยเพิ่มขึ้น แม้จีนจะยังพึ่งพาอินโดนีเซียและมาเลเซียรวมกันกว่า 90% แต่นโยบายดังกล่าว ได้เปิดช่องให้ไทยมีโอกาสช่วงชิงส่วนแบ่งการส่งออกในตลาดจีนมากขึ้น รวมทั้งประเด็นความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ คาดว่าจะทำให้จีนกระจายความเสี่ยงด้วยการลดการนำเข้าถั่วเหลืองและเพิ่มความต้องการน้ำมันปาล์มเพื่อทดแทน
          3. ต้นทุนและราคาที่แข่งขันได้ ข้อมูลจาก World Bank Commodities Price Data พบว่า ปี 2568 ราคาน้ำมันปาล์มมีราคาถูกว่าน้ำมันถั่วเหลือง (ราคาน้ำมันปาล์มเฉลี่ยอยู่ที่ 1,006.98 เหรียญสหรัฐต่อตัน และราคาน้ำมันถั่วเหลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 1,139.87 เหรียญสหรัฐต่อตัน) ทำให้ผู้นำเข้าจีนเลือกใช้น้ำมันปาล์มเป็นสินค้าทดแทน 

          นางกุลธิดา บัณฑุรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู ให้ข้อมูลว่า จีนมีแนวโน้มต้องการสินค้าที่มีมาตรฐานสูงและตรวจสอบย้อนกลับได้มากขึ้น ซึ่งน้ำมันปาล์มของไทยถือว่ามีความได้เปรียบคู่แข่งทั้งด้านคุณภาพมาตรฐานและศักยภาพด้านความยั่งยืน รวมถึงผู้ประกอบการไทยยังได้รับประโยชน์จากการลดภาษีภายใต้ RCEP และ FTA อาเซียน-จีน (ACFTA) ที่ช่วยลดต้นทุนการเข้าสู่ตลาดจีน นอกจากนี้ ไทยยังมีโอกาสขยายการผลิตน้ำมันปาล์มสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ น้ำมันออร์แกนิก และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ที่สอดคล้องกับทิศทางพลังงานสะอาดของจีน และยังสามารถพัฒนาความร่วมมือกับผู้แปรรูปในพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญอย่างกวางตุ้ง เซี่ยงไฮ้ และซานตง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางการค้า

          นายอัสนี มาลัมพุช นายกสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม ให้ข้อมูลว่า ไทยกำลังพัฒนาบทบาทสู่ผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มในตลาดโลก จากเสถียรภาพด้านอุปทานที่มีผลผลิตสม่ำเสมอต่อเนื่อง และพื้นที่ปลูกปาล์มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ไทยมีผลผลิตสำหรับส่งออกได้เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา จีนต้องการกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานและเพิ่มอำนาจต่อรองด้านราคาจากคู่ค้าเดิม นอกจากนี้ ความนิยมซื้อน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์มากกว่าน้ำมันปาล์มดิบยังเป็นโอกาสให้ไทยเพิ่มมูลค่าผลผลิต ทั้งนี้ ในการพัฒนาสินค้าปาล์มน้ำมัน ไทยควรชูภาพลักษณ์ “Thailand Brand” ที่มีคุณภาพน่าเชื่อถือและใส่ใจสิ่งแวดล้อม รวมถึงพัฒนาพันธุ์ปาล์มที่เหมาะกับประเทศไทย ให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมการปลูกปาล์มอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) ซึ่งเป็นแนวโน้มที่จะตอบโจทย์ตลาดทั่วโลก 

          นายนันทพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า “น้ำมันปาล์มไทย ยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของโอกาสใหม่ในตลาดโลกที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับสินค้าเกษตรไทย และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มกว่า 400,000 ครัวเรือน รวมถึงลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดอินเดียที่มีสัดส่วนกว่า 77% ของการส่งออกน้ำมันปาล์มของไทย ทั้งนี้ จากความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในอุตสาหกรรมอาหารของจีน นโยบายการกระจายแหล่งนำเข้าของจีน และราคาที่แข่งขันได้ของน้ำมันปาล์ม ตลาดจีนจึงเป็นโอกาสสำหรับไทย ผู้ประกอบการไทยควรใช้โอกาสนี้ ในการขับเคลื่อนกลยุทธ์การส่งออกน้ำมันปาล์มในตลาดจีน ประกอบด้วย (1) การพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะทางเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ น้ำมันออร์แกนิก และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ตลอดจนผลิตน้ำมันปาล์มสำหรับอุตสาหกรรมเบเกอรี่และครีมเทียม รวมถึงผลิตภัณฑ์ปลอดไขมันทรานส์ เพื่อตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพในตลาดจีน (2) การตลาดเชิงรุก โดยใช้ช่องทางดิจิทัล เช่น Alibaba และ WeChat เพื่อสร้างการรับรู้และตอกย้ำด้านคุณภาพ และเข้าถึงผู้ซื้อในกลุ่ม B2B ในกลุ่มเมืองระดับสองและสาม (3) ใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า เช่น ข้อตกลง RCEP และ ACFTA เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและภาษี และ (4) สร้างความเชื่อมั่นของสินค้าและยกระดับสู่มาตรฐานยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพของสินค้าน้ำมันปาล์มไทย


1 กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA)
2 https://www.aocs.org/resource/chinas-evolving-edible-oils-industry/ (ข้อมูลเผยแพร่ 3 ต.ค. 2567)
3 https://www.ditp.go.th/post/rb1w7u5u4bk8pcvhlk3dwzhb
4 Trade Report: พิกัดศุลกากร 1511.00 1513.21 1513.29
5 ปี 2567 ไทยส่งออกน้ำมันปาล์มไปจีน 45.01 ล้านเหรียญสหรัฐ

เผยแพร่เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569