พาณิชย์วิเคราะห์ ทิศทางการค้าไทยปี 2569 ท่ามกลางการค้าโลกที่ผันผวน 

พาณิชย์วิเคราะห์ ทิศทางการค้าไทยปี 2569 ท่ามกลางการค้าโลกที่ผันผวน 

avatar

Administrator


161


<p><strong>ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม:&nbsp;</strong><a href="https://uploads.tpso.go.th/editor/pdf/1769393345_097fa3e5ab5f1ee59f85.pdf" target="_blank">1769393345_097fa3e5ab5f1ee59f85.pdf</a></p>

<p style="text-align:center"><em>ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการกีดกันทางการค้าที่เห็นผลชัดเจนขึ้น ทำให้การค้าระหว่างประเทศของไทยในปี 2569 ยังคงเผชิญความท้าทายจากอุปสงค์ประเทศ<br />
คู่ค้าที่อ่อนแรง ภาวะหนี้ครัวเรือนที่กดดันกำลังซื้อ และตลาดแรงงานโลกที่ยังฟื้นตัวอย่างจำกัด</em></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทิศทางการค้าในปี 2569 เป็นปีที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งการชะลอตัวของอุปสงค์ประเทศคู่ค้า ภาวะหนี้ครัวเรือนที่กดดันการใช้จ่าย และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลให้มาตรการกีดกันทางการค้ายังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลของการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะผลักดันให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีโอกาสในแง่ของการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน โดยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อเลี่ยงปัญหาภาษี ซึ่งมีเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (S-Curve &amp; New S-Curve) เข้ามาอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า สนค. ได้วิเคราะห์แนวโน้มการส่งออกรายสินค้าและรายตลาดด้วยอนุกรมเวลา (Time Series Model) ควบคู่กับการวิเคราะห์สถานการณ์ที่จะกระทบต่อการค้าในอนาคต โดยมีรายละเอียด ดังนี้</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>ทิศทางสินค้าส่งออกกลุ่มอุตสาหกรรมปี 2569 โอกาสเชิงโครงสร้างดิจิทัลท่ามกลางความผันผวนของมาตรการการค้าโลก สินค้ากลุ่มดาวรุ่ง ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า (เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ</strong> สินค้าดังกล่าวนี้มีแรงขับเคลื่อนหลักจากการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก จากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain Diversification) เพื่อมุ่งสู่การยกระดับสินค้าไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added) ซึ่งกระตุ้นความต้องการสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดรับกับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเครื่องจักรกลขั้นสูง อย่างไรก็ตาม <strong>กลุ่มสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน (เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก น้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูป) อัญมณี และเครื่องปรับอากาศ ยังคงเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง</strong>เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน การชะลอตัวของกำลังซื้อกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย และกำแพงภาษีที่เข้มงวดขึ้นในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าสู่เทคโนโลยีอัจฉริยะและความยั่งยืน (ESG) เพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันและเสถียรภาพทางการตลาดในระยะยาว ภายใต้มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong> ทิศทางสินค้าส่งออกกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรปี 2569 โอกาสจากเมกะเทรนด์ความมั่นคงทางอาหาร ท่ามกลางอุปสรรคด้านมาตรการทางการค้าและขีดความสามารถด้านต้นทุน</strong> โดยสินค้าที่มีโอกาสเติบโตได้ดีเป็น<strong>กลุ่มดาวรุ่ง ได้แก่ ไก่แปรรูป กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง เนื้อและส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ที่บริโภคได้ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ (ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม) อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ</strong> โดยมีปัจจัยหนุนจากกระแสความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) เมกะเทรนด์รักสุขภาพ และกระแสเลี้ยงสัตว์เหมือนลูก (Pet Humanization) ที่ยกระดับอุปสงค์สู่กลุ่มนวัตกรรมอาหารมูลค่าสูงภายใต้มาตรฐานสุขอนามัยที่เป็นยอมรับ อย่างไรก็ตาม <strong>สินค้าเกษตรที่คาดว่าจะมีแนวโน้มการส่งออกที่ชะลอตัว เช่น ยางพารา ข้าว ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป สิ่งปรุงรสอาหาร ผักกระป๋อง และผักแปรรูป</strong> เนื่องจากการเผชิญมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดขึ้นในตลาดสหรัฐฯ และจีน ควบคู่ไปกับแรงกดดันด้านขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงจากปัจจัยค่าเงินบาทและต้นทุนการผลิตที่เสียเปรียบคู่แข่งสำคัญอย่างอินเดียและเวียดนาม รวมถึงอุปทานในตลาดโลกและระดับสินค้าคงคลังที่ยังอยู่ในระดับสูงของประเทศคู่ค้า</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>ทิศทางตลาดส่งออกไทยปี 2569 การปรับสมดุลกลยุทธ์ท่ามกลางมาตรการกีดกันทางการค้าและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์</strong> แนวโน้มการส่งออกรายตลาดของไทยในปี 2569 อยู่ภายใต้แรงกดดันเชิงซ้อนจากอุปสงค์ประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัวและนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบอย่างเต็มรูปแบบ แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจจะเริ่มมีทิศทางผ่อนคลาย แต่ยังมีความไม่แน่นอนในอนาคต เนื่องจากมีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่เจาะจงเป้าหมายมากขึ้น หรือการเรียกเก็บภาษีสินค้าสวมสิทธิ์กับประเทศต่าง ๆ รวมถึงภาวะเงินเฟ้อโลกยังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งการผ่อนคลายนโยบายการเงินและการบริโภคในตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ จีน และยุโรป อย่างไรก็ตาม ภาคการส่งออกยังมีโอกาสขยายตัวในกลุ่มตลาดศักยภาพใหม่ (Emerging Markets) โดยเฉพาะอินเดีย ตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศ CLMV ที่ได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตและกำลังซื้อภายในภูมิภาคที่ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป&nbsp;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายนันทพงษ์ฯ กล่าวส่งท้ายว่า การค้าระหว่างประเทศในอนาคตมีแนวโน้มที่จะจำกัดการเติบโตเพิ่มขึ้น จากมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดในหลายประเทศ ทำให้ไทยต้องปรับตัวในทุกมิติ การขับเคลื่อนด้วยทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อเจรจาขยายสิทธิประโยชน์ทางการค้าในตลาดศักยภาพใหม่และบรรเทาผลกระทบจากกำแพงภาษี ควบคู่ไปกับการวางรากฐานการปรับโครงสร้างทางการส่งออกและปรับระบบนิเวศทางการค้าด้วยระบบ AI จะช่วยลดต้นทุนแฝงและสร้างโอกาสทางการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน</p>

ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม: 

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการกีดกันทางการค้าที่เห็นผลชัดเจนขึ้น ทำให้การค้าระหว่างประเทศของไทยในปี 2569 ยังคงเผชิญความท้าทายจากอุปสงค์ประเทศ
คู่ค้าที่อ่อนแรง ภาวะหนี้ครัวเรือนที่กดดันกำลังซื้อ และตลาดแรงงานโลกที่ยังฟื้นตัวอย่างจำกัด

          ทิศทางการค้าในปี 2569 เป็นปีที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งการชะลอตัวของอุปสงค์ประเทศคู่ค้า ภาวะหนี้ครัวเรือนที่กดดันการใช้จ่าย และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลให้มาตรการกีดกันทางการค้ายังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลของการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะผลักดันให้ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีโอกาสในแง่ของการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน โดยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อเลี่ยงปัญหาภาษี ซึ่งมีเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (S-Curve & New S-Curve) เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

          นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า สนค. ได้วิเคราะห์แนวโน้มการส่งออกรายสินค้าและรายตลาดด้วยอนุกรมเวลา (Time Series Model) ควบคู่กับการวิเคราะห์สถานการณ์ที่จะกระทบต่อการค้าในอนาคต โดยมีรายละเอียด ดังนี้

          ทิศทางสินค้าส่งออกกลุ่มอุตสาหกรรมปี 2569 โอกาสเชิงโครงสร้างดิจิทัลท่ามกลางความผันผวนของมาตรการการค้าโลก สินค้ากลุ่มดาวรุ่ง ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า (เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าดังกล่าวนี้มีแรงขับเคลื่อนหลักจากการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก จากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain Diversification) เพื่อมุ่งสู่การยกระดับสินค้าไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added) ซึ่งกระตุ้นความต้องการสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดรับกับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเครื่องจักรกลขั้นสูง อย่างไรก็ตาม กลุ่มสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน (เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก น้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูป) อัญมณี และเครื่องปรับอากาศ ยังคงเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเนื่องจากได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงาน การชะลอตัวของกำลังซื้อกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย และกำแพงภาษีที่เข้มงวดขึ้นในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าสู่เทคโนโลยีอัจฉริยะและความยั่งยืน (ESG) เพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันและเสถียรภาพทางการตลาดในระยะยาว ภายใต้มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้นในอนาคต 

          ทิศทางสินค้าส่งออกกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรปี 2569 โอกาสจากเมกะเทรนด์ความมั่นคงทางอาหาร ท่ามกลางอุปสรรคด้านมาตรการทางการค้าและขีดความสามารถด้านต้นทุน โดยสินค้าที่มีโอกาสเติบโตได้ดีเป็นกลุ่มดาวรุ่ง ได้แก่ ไก่แปรรูป กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง เนื้อและส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ที่บริโภคได้ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ (ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันปาล์ม) อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ โดยมีปัจจัยหนุนจากกระแสความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) เมกะเทรนด์รักสุขภาพ และกระแสเลี้ยงสัตว์เหมือนลูก (Pet Humanization) ที่ยกระดับอุปสงค์สู่กลุ่มนวัตกรรมอาหารมูลค่าสูงภายใต้มาตรฐานสุขอนามัยที่เป็นยอมรับ อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตรที่คาดว่าจะมีแนวโน้มการส่งออกที่ชะลอตัว เช่น ยางพารา ข้าว ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป สิ่งปรุงรสอาหาร ผักกระป๋อง และผักแปรรูป เนื่องจากการเผชิญมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดขึ้นในตลาดสหรัฐฯ และจีน ควบคู่ไปกับแรงกดดันด้านขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงจากปัจจัยค่าเงินบาทและต้นทุนการผลิตที่เสียเปรียบคู่แข่งสำคัญอย่างอินเดียและเวียดนาม รวมถึงอุปทานในตลาดโลกและระดับสินค้าคงคลังที่ยังอยู่ในระดับสูงของประเทศคู่ค้า

          ทิศทางตลาดส่งออกไทยปี 2569 การปรับสมดุลกลยุทธ์ท่ามกลางมาตรการกีดกันทางการค้าและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ แนวโน้มการส่งออกรายตลาดของไทยในปี 2569 อยู่ภายใต้แรงกดดันเชิงซ้อนจากอุปสงค์ประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัวและนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบอย่างเต็มรูปแบบ แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจจะเริ่มมีทิศทางผ่อนคลาย แต่ยังมีความไม่แน่นอนในอนาคต เนื่องจากมีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่เจาะจงเป้าหมายมากขึ้น หรือการเรียกเก็บภาษีสินค้าสวมสิทธิ์กับประเทศต่าง ๆ รวมถึงภาวะเงินเฟ้อโลกยังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งการผ่อนคลายนโยบายการเงินและการบริโภคในตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ จีน และยุโรป อย่างไรก็ตาม ภาคการส่งออกยังมีโอกาสขยายตัวในกลุ่มตลาดศักยภาพใหม่ (Emerging Markets) โดยเฉพาะอินเดีย ตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศ CLMV ที่ได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตและกำลังซื้อภายในภูมิภาคที่ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป 

          นายนันทพงษ์ฯ กล่าวส่งท้ายว่า การค้าระหว่างประเทศในอนาคตมีแนวโน้มที่จะจำกัดการเติบโตเพิ่มขึ้น จากมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดในหลายประเทศ ทำให้ไทยต้องปรับตัวในทุกมิติ การขับเคลื่อนด้วยทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อเจรจาขยายสิทธิประโยชน์ทางการค้าในตลาดศักยภาพใหม่และบรรเทาผลกระทบจากกำแพงภาษี ควบคู่ไปกับการวางรากฐานการปรับโครงสร้างทางการส่งออกและปรับระบบนิเวศทางการค้าด้วยระบบ AI จะช่วยลดต้นทุนแฝงและสร้างโอกาสทางการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

เผยแพร่เมื่อวันที่ 09 มกราคม 2569