ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนธันวาคม 2568 ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ท่ามกลางแรงหนุนจากงานภาครัฐและแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์

ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนธันวาคม 2568 ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ท่ามกลางแรงหนุนจากงานภาครัฐและแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์

avatar

Administrator


142


<p><strong>ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม:&nbsp;</strong><a href="https://uploads.tpso.go.th/editor/pdf/1768985687_5c5c44f38ce8c236454b.pdf" target="_blank">1768985687_5c5c44f38ce8c236454b.pdf</a></p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายนันทพงษ์ &nbsp;จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า<strong> ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนธันวาคม 2568 เท่ากับ 112.4 เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2567 (YoY) ดัชนีราคาไม่เปลี่ยนแปลง</strong> เมื่อพิจารณาเป็นรายหมวดดัชนีราคามีทั้งสูงขึ้นและลดลง โดยมีรายละเอียด ดังนี้</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>หมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้</strong> ทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้า <strong>หมวดซีเมนต์ สูงขึ้นร้อยละ 5.5</strong> จากการสูงขึ้นของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนซีเมนต์ผสม และปูนฉาบสำเร็จรูป เนื่องจากมีความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างของภาครัฐที่เป็นโครงการต่อเนื่อง และการปรับราคาปูนซีเมนต์เพิ่มขึ้นของผู้ผลิตในช่วงไตรมาสแรกจากการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่การใช้พลังงานสะอาดส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นส่งผ่านมายังผู้บริโภค <strong>หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต สูงขึ้นร้อยละ 1.0</strong> จากการสูงขึ้นของคานคอนกรีตสำเร็จรูป เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง และคอนกรีตผสมเสร็จ ตามการสูงขึ้นของราคาวัตถุดิบ (ปูนซีเมนต์ หิน ทราย) <strong>หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ลดลงร้อยละ 2.0</strong> จากการลดลงของเหล็กเส้นกลมผิวข้ออ้อย เหล็กเส้นกลมผิวเรียบ เหล็กตัวซี และเหล็กตัว H จากผลกระทบหลายด้านทั้งจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่ยืดเยื้อเป็นเวลานาน และมาตรการทางภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กของหลายประเทศ เป็นปัจจัยกดดันราคาเหล็กในตลาดโลกและในประเทศอย่างต่อเนื่อง <strong>หมวดกระเบื้อง ลดลงร้อยละ 0.5</strong> จากการลดลงของกระเบื้องคอนกรีตมุงหลังคา ครอบสันโค้ง และกระเบื้องเคลือบปูพื้น และ<strong>หมวดสุขภัณฑ์ ลดลงร้อยละ 3.9</strong> จากการลดลงของโถส้วมชักโครก อ่างล้างหน้าเซรามิก ฝักบัวอาบน้ำ และราวจับสแตนเลส ลดลงตามการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับต้นทุนพลังงานลดลง (ก๊าซธรรมชาติ ค่ากระแสไฟฟ้า) รวมทั้งผู้ประกอบการชะลอการลงทุนโครงการก่อสร้างใหม่เนื่องจากยังมีอุปทานคงค้างของอสังหาริมทรัพย์สูงจากผลกระทบของการเข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อ <strong>หมวดวัสดุฉาบผิว ลดลงร้อยละ 1.1</strong> จากการลดลงของสีทาถนน ชนิดสะท้อนแสง และสีน้ำอะครีลิค ทาภายใน ตามการลดลงของราคาวัตถุดิบ (ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี) และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการในช่วงปลายปีที่เข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา <strong>หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา สูงขึ้นร้อยละ 1.5</strong> จากการสูงขึ้นของสายส่งกำลังไฟฟ้า NYY สายไฟฟ้า VCT และสายไฟฟ้า VAF ตามการสูงขึ้นของราคาวัตถุดิบ (ทองแดง) ในตลาดโลกที่ปรับราคาสูงขึ้นทำสถิติใหม่ สาเหตุจากความต้องการทองแดงเพิ่มขึ้นมากในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยี AI รวมทั้งมีความต้องการใช้ในการก่อสร้างด้านสาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น หมวดวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ ลดลงร้อยละ 1.9 จากการลดลงของยางมะตอย ตามการลดลงของราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่มีสาเหตุจากการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ (OPEC+)</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายนันทพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง ปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเมื่อเทียบกับปี 2568 จากหลายสาเหตุ ดังนี้ &nbsp;(1) ราคาสินค้าโลหะพื้นฐานที่วัตถุดิบหลักในการผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างในตลาดโลกปรับราคาสูงขึ้น อาทิ ทองแดง อลูมิเนียม เนื่องจากมีความต้องการใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและโครงการด้านพลังงานสะอาด (2) กฎระเบียบการค้าโลกด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น การบังคับใช้กฎหมายควบคุมสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศ โดยเฉพาะมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ เหล็ก ที่ต้องปรับกระบวนการผลิตไปสู่การใช้พลังงานสะอาดส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น (3) ราคาน้ำมันและราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับราคาสูงขึ้น จากกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ (OPEC+) มีแผนระงับการเพิ่มกำลังการผลิตในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 (ม.ค. - มี.ค.) เนื่องจากความกังวลว่าอุปทานน้ำมันและพลังงานจะล้นตลาด</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ทำให้ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ ดังนี้ (1) ความล่าช้าจากการลงทุนโครงการก่อสร้างภาครัฐขนาดใหญ่ (Mega Project) อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ที่จะต้องรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง (2) ปัจจัยทางด้านการเมืองที่อาจส่งผลให้นักลงทุนชะลอการลงทุนโครงการใหม่เพื่อรอดูทิศทางและนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง (3) หนี้ครัวเรือนที่สูงและอุปทานคงค้างของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังอยู่ในระดับสูงส่งผลให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีแนวโน้มชะลอตัว (4) วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่ยังคงยืดเยื้อ มาตรการการปกป้องการนำเข้าเหล็กในหลายประเทศ ทำให้มีอุปทานเหล็กส่วนเกินสูง กดดันราคาเหล็กในตลาดโลกและในประเทศ</p>

ดาวน์โหลดข้อมูลฉบับเต็ม: 

          นายนันทพงษ์  จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนธันวาคม 2568 เท่ากับ 112.4 เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2567 (YoY) ดัชนีราคาไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อพิจารณาเป็นรายหมวดดัชนีราคามีทั้งสูงขึ้นและลดลง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

          หมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้า หมวดซีเมนต์ สูงขึ้นร้อยละ 5.5 จากการสูงขึ้นของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนซีเมนต์ผสม และปูนฉาบสำเร็จรูป เนื่องจากมีความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างของภาครัฐที่เป็นโครงการต่อเนื่อง และการปรับราคาปูนซีเมนต์เพิ่มขึ้นของผู้ผลิตในช่วงไตรมาสแรกจากการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่การใช้พลังงานสะอาดส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นส่งผ่านมายังผู้บริโภค หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต สูงขึ้นร้อยละ 1.0 จากการสูงขึ้นของคานคอนกรีตสำเร็จรูป เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง และคอนกรีตผสมเสร็จ ตามการสูงขึ้นของราคาวัตถุดิบ (ปูนซีเมนต์ หิน ทราย) หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ลดลงร้อยละ 2.0 จากการลดลงของเหล็กเส้นกลมผิวข้ออ้อย เหล็กเส้นกลมผิวเรียบ เหล็กตัวซี และเหล็กตัว H จากผลกระทบหลายด้านทั้งจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่ยืดเยื้อเป็นเวลานาน และมาตรการทางภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กของหลายประเทศ เป็นปัจจัยกดดันราคาเหล็กในตลาดโลกและในประเทศอย่างต่อเนื่อง หมวดกระเบื้อง ลดลงร้อยละ 0.5 จากการลดลงของกระเบื้องคอนกรีตมุงหลังคา ครอบสันโค้ง และกระเบื้องเคลือบปูพื้น และหมวดสุขภัณฑ์ ลดลงร้อยละ 3.9 จากการลดลงของโถส้วมชักโครก อ่างล้างหน้าเซรามิก ฝักบัวอาบน้ำ และราวจับสแตนเลส ลดลงตามการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับต้นทุนพลังงานลดลง (ก๊าซธรรมชาติ ค่ากระแสไฟฟ้า) รวมทั้งผู้ประกอบการชะลอการลงทุนโครงการก่อสร้างใหม่เนื่องจากยังมีอุปทานคงค้างของอสังหาริมทรัพย์สูงจากผลกระทบของการเข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อ หมวดวัสดุฉาบผิว ลดลงร้อยละ 1.1 จากการลดลงของสีทาถนน ชนิดสะท้อนแสง และสีน้ำอะครีลิค ทาภายใน ตามการลดลงของราคาวัตถุดิบ (ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี) และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการในช่วงปลายปีที่เข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา สูงขึ้นร้อยละ 1.5 จากการสูงขึ้นของสายส่งกำลังไฟฟ้า NYY สายไฟฟ้า VCT และสายไฟฟ้า VAF ตามการสูงขึ้นของราคาวัตถุดิบ (ทองแดง) ในตลาดโลกที่ปรับราคาสูงขึ้นทำสถิติใหม่ สาเหตุจากความต้องการทองแดงเพิ่มขึ้นมากในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยี AI รวมทั้งมีความต้องการใช้ในการก่อสร้างด้านสาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น หมวดวัสดุก่อสร้างอื่น ๆ ลดลงร้อยละ 1.9 จากการลดลงของยางมะตอย ตามการลดลงของราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่มีสาเหตุจากการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ (OPEC+)

          นายนันทพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง ปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเมื่อเทียบกับปี 2568 จากหลายสาเหตุ ดังนี้  (1) ราคาสินค้าโลหะพื้นฐานที่วัตถุดิบหลักในการผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างในตลาดโลกปรับราคาสูงขึ้น อาทิ ทองแดง อลูมิเนียม เนื่องจากมีความต้องการใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและโครงการด้านพลังงานสะอาด (2) กฎระเบียบการค้าโลกด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น การบังคับใช้กฎหมายควบคุมสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศ โดยเฉพาะมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ เหล็ก ที่ต้องปรับกระบวนการผลิตไปสู่การใช้พลังงานสะอาดส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น (3) ราคาน้ำมันและราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับราคาสูงขึ้น จากกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ (OPEC+) มีแผนระงับการเพิ่มกำลังการผลิตในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 (ม.ค. - มี.ค.) เนื่องจากความกังวลว่าอุปทานน้ำมันและพลังงานจะล้นตลาด

          อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ทำให้ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ ดังนี้ (1) ความล่าช้าจากการลงทุนโครงการก่อสร้างภาครัฐขนาดใหญ่ (Mega Project) อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ที่จะต้องรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง (2) ปัจจัยทางด้านการเมืองที่อาจส่งผลให้นักลงทุนชะลอการลงทุนโครงการใหม่เพื่อรอดูทิศทางและนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง (3) หนี้ครัวเรือนที่สูงและอุปทานคงค้างของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังอยู่ในระดับสูงส่งผลให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีแนวโน้มชะลอตัว (4) วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่ยังคงยืดเยื้อ มาตรการการปกป้องการนำเข้าเหล็กในหลายประเทศ ทำให้มีอุปทานเหล็กส่วนเกินสูง กดดันราคาเหล็กในตลาดโลกและในประเทศ

เผยแพร่เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2569