ผู้เข้าชมทั้งหมด: 4
อุตสาหกรรมการผลิตยางล้อรถยนต์นั่งของไทยถือเป็นภาคการผลิตที่มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยในช่วงปี 2559 – 2568 ไทยมีอัตราการใช้กำลังการผลิต อยู่ที่ร้อยละ 69 - 92 สะท้อนว่าภาพรวมอุตสาหกรรมยางล้อรถยนต์นั่งของไทยยังคงมีศักยภาพในการการผลิต โดยผู้ประกอบการในไทยที่ผลิต ยางล้อรถยนต์นั่ง แบ่งเป็น นิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทย จำนวน 15 ราย (คิดเป็นร้อยละ 62 ของนิติบุคคลที่ผลิตยางล้อรถยนต์นั่งทั้งหมด) รองลงมาคือ นิติบุคคลที่มีทั้งบุคคลต่างชาติและสัญชาติไทยถือหุ้น จำนวน 5 ราย (ร้อยละ 18) และนิติบุคคลที่มีบุคคลต่างชาติที่ถือหุ้นทั้งหมด จำนวน 4 ราย (ร้อยละ 17) แม้ว่านิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยมีจำนวนมากที่สุด แต่มูลค่าเงินลงทุนส่วนใหญ่กลับกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติและกลุ่มร่วมทุนไทยและต่างชาติ
สำหรับสถานการณ์การค้ายางล้อรถยนต์นั่งของไทย ในช่วงปี 2559 - 2568 การส่งออกยางล้อรถยนต์นั่งของไทย มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 6.86 ต่อปี โดยไทยมีการส่งออกมากกว่าการนำเข้ามาโดยตลอด ในปี 2568 ไทยมีมูลค่าการส่งออก 3,875.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.12 (YoY) ตลาดส่งออกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา มูลค่า 1,997.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สัดส่วนร้อยละ 51.53) เกาหลีใต้ มูลค่า 316.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สัดส่วนร้อยละ 8.16) และญี่ปุ่น มูลค่า 204.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (สัดส่วนร้อยละ 5.27) แม้ว่าสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดหลักในการส่งออกของไทย แต่การขยายตัวในช่วงหลัง (5 ปีล่าสุด) เริ่มกระจาย ไปยังตลาดเอเชียและตะวันออกกลางมากขึ้น อาทิ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก อาจจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยและโลก อาทิ สถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งหากยืดเยื้ออาจส่งผลต่อการส่งออก จากข้อมูลการส่งออกยางล้อรถยนต์นั่งของไทยไปยังตลาดตะวันออกกลาง ในปี 2568 มีมูลค่า 247.77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนร้อยละ 6.39 ของการส่งออกยางล้อรถยนต์นั่งของไทยไปตลาดโลก ขณะที่การส่งออกไปยังอิหร่าน มีมูลค่า 2.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.06 ของการส่งออกยางล้อรถยนต์นั่งของไทยไปตลาดโลก บ่งชี้ว่าตลาดอิหร่านมีมูลค่าการค้าที่จำกัดและมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในระดับต่ำเมื่อเทียบกับตลาดตะวันออกกลาง ทั้งนี้ หากความขัดแย้งขยายวงกว้าง อาจกระทบต่อการค้ากับตลาดสำคัญของไทยในภูมิภาคดังกล่าว อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าและการกระจายสินค้าในตะวันออกกลาง