ผู้เข้าชมทั้งหมด: 2
ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากภัยพิบัติต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์สภาพอากาศ สุดขั้วอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 202610 โดยองค์กร Germanwatch ประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลกในช่วงระยะเวลา 30 ปี (พ.ศ. 2538 – 2567) เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วมากกว่า 9,700 ครั้ง มีประชากรได้รับผลกระทบเกือบ 5.7 พันล้านคน มีผู้เสียชีวิตกว่า 832,000 คน เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสาเหตุการเสียชีวิตสูงที่สุดเกิดจากคลื่นความร้อนและพายุมีสัดส่วนรวมร้อยละ 66 ขณะที่น้ำท่วมส่งผลกระทบ ต่อประชากรมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 48 สำหรับในปี 2567 ประเทศไทยมีความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วเพิ่มขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 17 (จากทั้งหมด 174 ประเทศ) จากอันดับที่ 72 ในปี 2565 ในขณะที่ความเสี่ยง ระยะยาว 30 ปี ไทยถูกจัดอันดับอยู่ที่ 22 จากอันดับที่ 30 ในปี 2565 แสดงให้เห็นว่าไทยมีความเสี่ยงจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศเพิ่มสูงขึ้น
สถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยจำนวน 9 จังหวัด11 เป็นหนึ่งตัวอย่างเหตุการณ์ที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้น ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่งผลกระทบต่อประชาชน ภาคธุรกิจ และศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะสั้นและระยะยาว อุทกภัยดังกล่าวไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก รายได้ของประชาชนและผู้ประกอบการลดลง ตลอดจนเพิ่มต้นทุนการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะต้นทุนด้านการซ่อมแซม การขนส่ง และโลจิสติกส์จากการเปลี่ยนเส้นทางคมนาคม
ในบริบทของความถี่และความรุนแรงของภัยพิบัติที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แนวคิดเรื่อง เศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่น (Resilient Economy) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยหมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่สามารถดูดซับแรงกระแทกจากวิกฤต ปรับตัว และฟื้นฟูกลับมาได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่สูญเสียศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว ภายใต้กรอบแนวคิดดังกล่าว ภาคธุรกิจบริการ โดยเฉพาะบริการ ที่ตอบสนองความต้องการพื้นฐานของประชาชน ทำหน้าที่เสมือน “โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคม” ที่ช่วยค้ำจุนระบบเศรษฐกิจในยามวิกฤต และเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นตัวหลังภัยพิบัติ